เป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งของลาว มีอายุหลาย
กว่าพันปีมาแล้วและเคยเป็นเมืองหลวงของ
อาณาจักรล้านช้างในกลางศตวรรษที่ 14 แห่งคริสตศักราช
และมีความเจริญรุ่งเรืองเมื่อศตวรรษที่ 16, 17, 18 และ 19
ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของ สปป. ลาว ห่างจากเวียงจันทร์ 420 กิโลเมตร
เมืองหลวงพระบาง ได้ชื่อว่าเป็น
ศูนย์กลางทางสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมลาม
นับตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
เมืองหลวงพระบางยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สวยงามหลายแห่งไว้ต้อนรับทุกท่านที่เดินทางมาท่องเที่ยวแขวงหลวงพระบางมีเนื้อที่ทั้งหมด16,875
ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 346,000 คน
ประกอบด้วย 10 เมืองคือ เมืองหลวงพระบาง,เมืองเชียงเงิน, เมืองนาน,
เมืองปากอู, เมืองน้ำบาก,เมืองงอย, เมืองปากแซง,
เมืองโพนไซ,เมืองจอมเพชรและเมืองเวียงคำแขวงหลวงพระบางมีชายแดนติดต่อ
กับแขวงอุดมไชย, แขวงพงสาลี, แขวงหัวพัน,
แขวงเวียงจันทน์,แขวงเชียงขวาง, แขวงไชยะบุรี และเวียดนาม
แผนที่หลวงพระบาง
พระธาตุจอมพูสี
/// พูสีในสมัยโบราณคือศูนย์กลางวัฒนธรรม
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นมิ่งขวัญของชาว
หลวงพระบาง ซึ่งคนส่วนมากที่ไปเที่ยวหลวงพระบางแล้วแล้วแต่อยากไปเห็นพระธาตุจอมพูสี
จนมีคำพูดติดปากกันว่า
"ไปเที่ยวหลวงพระบางถ้าไม่ได้ขึ้นพูสีก็เท่ากับว่าไปไม่ถึงหลวงพระบาง"
ธาตุจอมพูสี (หรือธาตุจอมสี) สร้างในปี ค.ศ. 1804
ในสมัยการปกครองขอเจ้าอนุรุธ ใน ค.ศ.1792-1817
ลูกชายของเจ้าสุริยะวงศา เจ้าชีวิตของอาณาจักล้านช้าง หลวงพระบาง
พระธาตุกว้าง 10.55 เมตร สูง 21.00 เมตร พูสีสูง 100 เมตร
มีทางขึ้นหลายด้าน แต่เส้นทางที่ใช้เป็นประจำคือทางทิศตะวันออก
ขึ้นมาจากเส้นทางริมน้ำคานผ่านวัดถ้ำพูสี,
เส้นทางทิศตะวันตกด้านพระราชวังเก่ามีบันได้ 328 ขั้น
วัดวิชุน
/// วัดวิชุน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1503
ตามดำรัสของเจ้าชีวิตวิชุนนะราช
และได้ตั้งชื่อวัดตามพระนามของพระองค์เอง และสร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1504
เมื่อสร้างสำเร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระบางมาจากวัดมโนรมย์มาประดิษฐานที่วัดวิชุนในบริเวณวัดวิชุน
ยังมีพระเจดีย์ปทุมเป็นธาตุใหญ่ที่สวยงามที่สุดในสมัยนั้น
และในสมัยต่อมาคนส่วนใหญ่เรียกว่า พระธาตุหมากโม เพราะมี
รูปคล้ายคลึงกับหมากโม (แตงโม) แบ่งครึ่ง
ในธาตุปทุมได้พบวัตถุมีค่าจำนวนมาก เช่น พระธาตุเจดีย์ทองำ,
พระพุทธรูปทองคำ, เงิน, ทอง และอื่นๆ ฯลฯ
ซึ่งเป็นวัตถุที่มีค่าทางด้านประวัติศาสตร์
และศิลปวัฒนธรรม ศตวรรษที่ 15 และที่ 16
บรรดาวัตถุมีค่าทั้งหมดที่กล่าวมานั้น
ได้นำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าชีวิตเก่าหลวงพระบาง สถาปัตยกรรม
พุทธสีมาวัดวิชุนก็สวยงามแตกต่างขากพุทธสีมาอื่นๆ ในลาว
สันนิษฐานว่าเป็นสกุลช่างแบบไทยลื้อสิบสองปันนา เฉพาะศิลปะ
ดอกดวงที่แกะสลักอยู่บานประตูนั้น
เป็นสกุลช่างศิลปะแบบเชียงขวาง พุทธสีมา วัดวิชุน
ได้นำมาใช้เป็นหอพิพิธภัณฑ์ศิลปะทางศาสนา เมื่อปี ค.ศ. 1942
ได้รวบรวมนำเอาวัตถุมรดกทางศาส
นาและวัฒนธรรมต่างๆ มาแสดงไว้ที่วัดวิชุนนี้ แต่ปัจจุบัน
นี้สิ่งของต่างๆ
ดังกล่าวนั้นได้ย้ายไปไว้ที่หอพิพิธภัณฑ์วังเก่าเกือบหมดแล้ว
วัดเชียงทอง
/// วัดเชียงทองนี้สร้างเมื่อปี ค.ศ.
1559-1560 คือก่อนระยะเวลาพระเจ้าไชยะเชญฐาธิราชย้าย
นครหลวงจากหลวงพระบาง
ลงมาสร้างเมืองเวียงจันทน์เป็นนครหลวงของอาณาจักรล้านช้าง
วัดนี้ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ไกลจากปากน้ำคานมาทางใต้ประมาณ 300 เมตร
เป็นวัดหนึ่งที่ใหญ่และสวยงาม อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ดูแลจากเจ้าชีวิต
ศรีสว่างวงศ์และพระเจ้าศรีสว่างวัฒนาเป็นพิเศษวัดเชียงทองเป็นวัดหนึ่งที่มีสิ่งก่อสร้างและศิลปะะตกแต่งแบบลาวแท้ๆ
เช่น พุทธสีมา จะมีโครงสร้างต่ำและมีหลังคา 3 ชั้น ซ้อนทัดลดหลั่นกัน
บานประตูใหญ่ของพุทธสีมานั้นประดับดอกดวงแกะสลักที่งดงามซึ่งเป็นสกุลช่างวัดวิชุน
วัดแสน
/// วัดแสน หรือที่เรียกกันเต็มๆ ว่า
"วัดแสนสุขะราม" แต่ประชาชนก็เรียกว่า "วัดแสน" วัดนี้
สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1718 สมัยการปกครองของเจ้ากิ่งกิสสราช
ภายหลังที่นครหลวงพระบางได้แยกตัวออกจากนครเวียงจันทร์เป้ฯอาณาจักรหนึ่งต่างหากเพียง
11 ปีเท่านั้น วัดนี้สร้างขึ้นครอบวัดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15
ถือว่าเป็นสถานที่เก่าแก่ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของนครหลวงพระบาง
และวัดนี้ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1932
และครั้งที่สองเมื่อปี ค.ส. 1975 ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งใหญ่
มีการประดับดอกดวงทำด้วยมุกประดับทองคำที่สวยสดงดงามศิลปะตกแต่งและดอกดวงต่างๆ
ที่ประดับระเบียงและพุทธสีมาวัดแสนนี้ เป็นสกุลช่างลาวหลวง
พระบางศตวรรษที่ 20
หอพิพิธภัณฑ์พระราชวังเก่าหลวงพระบาง
/// หอพิพิธภัณฑ์พระราชวังเก่านี้สร้างขึ้นเมื่อปี
1904-1909 ในรัชการของเจ้าชีวิตสีสว่างวงศ์ ในหอพิพิธภัณฑ์จะมีเครื่องใช้เก่าแก่ของกษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง
ที่สืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
อยู่ห้องใหญ่ทางเข้าเป็ฯที่วางแสดงมรดกทางด้านศิลปะ
และมรดกทางศาสนาพุทธ ห้องด้านขวา
มือเป็นประดิษฐานของพระบาง เป็นห้องไหว้พระของเจ้าชีวิต
ทางด้านขวาของห้องโถงใหญ่เป็น
ห้องรับแขกฝาฟนังประดับรูปภาพเขียนด้วยสีน้ำมันที่สวยสดงดงามเป็นพิเศษ
ซึ่งแสดงถึงการดำรงชีวิตชองประชาชนชาวลาวตามประเพณีในรูปภาพนี้
เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1930 โดยจิตรกรหญิงชาวฝรั่งเศสชื่ออาลิช เดอ โฟโตโร
ทางด้านซ้ายของทางเข้าห้องโถงใหญ่เป็นห้องที่ประดับ
รูปเขียนต่ผางๆ เกี่ยวกับพระเจ้ามหาชีวิตและเครื่องบรรณาการที่นัการฑูตจากนานาประเทศนำมาถวาย
เพื่อเป็นที่ระลึก ห้องด้านหลังของทางเข้าห้องโถงเป็นห้องสถิตย์ดาบเงินพร้อมฝึก
และพระพุทธรูปต่างๆ พระที่นั่งบนหลังช้างของพระราชาในสมัยก่อน
อีกห้องหนึ่งที่มีความประทับใจและเด่นที่สุดในปัจจุบันก็คือห้องที่บรรจุเครื่องดนตรีนาฎศิลป์ลาวเดิม
และหน้ากากของพระลักษณ์พระราม
และบริวารใช้ในเวลาแสดงละครรามายานะและผมนางแก้ว
ถ้ำติ่ง
/// ถ้ำติ่งเป็นถ้ำน้อย ตั้งอยู่ปากอู
ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 40 กิโลเมตร
ซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมายมหาศาล
ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเป็นเวลายาวนานเท่าใดที่ประชาชนได้นำเอาพระพุทธรูปมาถวายเป็ฯที่เคารพบูชาไว้ที่ถ้ำกลางแม่น้ำโขง
ซึ่งพระพุทธรูปอยู่ที่ถ้ำดังกล่าวยิ่งนับวันก็ยิ่งมากขึ้น
เนื่องจากทุกๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ลาว
ชาวหลวงประบางจะพากันล่องเรือมาทำบุญกันอยู่ที่นี่
ในการมาทำบุญกันแต่ละครั้งจะนำเอาพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ
และทำด้วยไม่แกะสลักมาถวายไว้องค์หนึ่ง ยิ่งหลายปีผ่านไป
ถ้ำติ่งก็มีพระพุทธรูปประดิษฐานมากขึ้นเรื่องๆ
จนถ้ำแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำพระอยู่กลางลำแม่น้ำที่กว้างใหญ่
ที่สะท้อนให้เป็นว่าเป็นแดงแห่ง
พระพุทธศาสนาของเมืองหลวงพระบางแต่โบราณยาวนานผ่านมาโดยแท้
น้ำตกตาดกวางสี
/// ตาดกวางสีตั้งอยู่ห่างจากหลวงพระบางลงไปทางใต้ประมาณ
30 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการพักผ่อน
เพราะมีอากาศบริสุทธิ์และมีธรรมชาติอันสวนงาม เขียวชะอุ่มไปทั่วเป็นที่น่าพิศวงยิ่งนักตามเส้นทางท่านจะได้พบกับวิถีชีวิตและความเป็นเอกลักษณ์อันแท้จริงของบรรดาชนกลุ่มน้อยในลาวโดยเฉพาะหมู่บ้านลาวเทิง
เช่น หมู่บ้านท่าแป้น, บ้านตาดและบ้านอู้
ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวหลวงพระบางดั้งเดิมซึ่งยังคงรักษาการดำรงชีวิตแบบลาวๆ
เกือบหมดทุกอย่างและท่านจะได้พบกับการตำข้าวด้วยพลังงานของกระแสน้ำ
***
ขอขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก
www.oceansmile.com
( ส่วนหนึ่งผมเขียนเอง)
จำเป็นต้องขอทางเจ้าของก่อนนำไปใช้นะครับ
***