ชาวเผ่าเตรียงที่เมืองด๊ากจึง(ดากจึง,ดั๊กจึง)
"ชาวเผ่าเตรียง"
อ่านว่า "ตะ
เรียง"
ไม่ใช่ชาวเผ่ากะเหรียงทั้งภาษาพูดก็ต่างกัน ชาวเตรียงใช้ภาษาด๊ากกังในการการพูดเท่าที่ผมลองฟังดูผมว่ามีภาษาที่คล้ายๆไทยอยู่หลายคำ
แต่ก็ฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไรกันชาวเผ่าเตรียงมีอยู่มากที่แขวงเซกองประเทศลาว
โดยเฉพาะที่เมืองด๊ากจึงเป็นชาวเตรียงเกือบทั้งหมด(แต่ยังมีเผ่าอื่นๆอีกสามเผ่า)
ผมได้มาเที่ยวที่เมืองด๊ากจึงแบบโชคดี
ได้ข้อมูลจากคนลาวบอกว่าเมืองนี้ไปยากมาก
อาจต้องนอนกลางป่าหลายคืนกว่าจะเข้าถึงได้
ทำให้ผมอยากมามากในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงได้สำเร็จ (ดูการเดินทางมาเที่ยวเมืองด๊ากจึงที่นี่)
หมู่บ้านที่เจ้าหน้าที่ของห้องการโฆษณาและวัฒนธรรมของลาวได้พาผมมาคือบ้านด๊ากซวง
เมืองด๊ากจึง อยู่ห่างจากเมืองด๊ากจึงประมาณ 4
กิโลเมตร ขี่มอเตอร์ไซค์ประมาณ 40 นาที
ทางเป็นทางลำบากนิดหน่อยข้ามน้ำสี่ห้าลำห้วย
แต่ก็มาถึงได้ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ธรรมดาไม่ใช่รถวิบาก
บ้านด๊ากซวงมีอยู่ประมาณ
30 หลังคาเรือน มีคนน่าจะหลายร้อยคน
ข้างๆหมู่บ้านมีน้ำธรรมชาติเป็นแหล่งน้ำสำคัญใช้บริโภค กิน อาบ ซักผ้า
ทำอาหาร เลี้ยงสัตว์ เขามีอาชีพทำไร่ปลูกมันพอมีพอกินพอเพียงไปแต่ละวัน
ใช้ชีวิตเรียบง่ายตำข้าวกินเอง ได้สารอาหารจากข้าวครบอายุยืน
มีคนที่นี่บอกผมว่าอายุ 150 ปี
ผมไม่ค่อยแน่ใจนะเพราะว่าเขาไม่มีการจดว่าเกิดปีไหนแค่ประมาณเอาครับ
ข้าวที่เขากินเขาก็จะปลูกเองเป็นข้าวเม็ดกลมๆแบบข้าวดอยข้าวญี่ปุ่น
ทุกคนทุกบ้านจะต้องตำข้าวกินกันเองตำแล้วนำไปฝัดแยกเปลือกแล้วก็ไปตำอีกจนหมดเปลือก
แล้วจึงนำมาหุงเป็นข้าวที่อุดมด้วยสารอาหารที่นี่ไม่มีเครื่องสีข้าวแบบบ้านเราครับ
เรื่องอาหารหลักคือผักต้มใส่เกลือและพริกลงไป
ในหนึ่งอาทิตย์จะได้กินเนื้อสัตว์หนึ่งครั้งก็พวกไก่หมูที่เลี้ยงไว้
ส่วนรายได้เขาไม่มีครับเสื้อผ้าที่เขาใส่ได้มาจากการเอาผักไปขายในตลาดได้เงินมาก็ซื้อเสื้อผ้าใส่อย่างอื่นไม่ห่วงเพราะหาจากป่าหรือปลูกได้แต่ผ้านี่จำเป็นมากของพวกเขา
นี่เป็นสิ่งที่คนที่พาผมไปเล่าให้ฟังเขาก็เป็นชาวเตรียงเหมือนกัน
ชาวเตรียงกินข้าววันละสองมือเท่านั้นคือสายและบ่าย
กินเยอะเปลืองและของกินหายากจึงต้องกินน้อยๆ
ดูจากที่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยมีผ้าใส่กันเด็กๆนี่ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าโตหน่อยถึงได้ใส่
เผ่าเตรียงที่ผมไปนี้ไม่เคยมีนักท่องเที่ยวมาถึง
เคยมีเจ้าหน้าที่จากญี่ปุ่นมาทำวิจัย 1 ครั้งมากัน
6 คน เป็นคนที่พาผมไปเล่าให้ฟัง
บ้านของชาวเตรียงเป็นไม้ทั้งหลังมุงหลังคาด้วยหญ้า
คล้ายๆกับบ้านชาวเขาที่เมืองคอนตูม คือบ้านจะหลังคาสูง
เมื่อเข้าไปด้านในรู้สึกเย็นสบาย เมืองด๊ากจึงเป็นที่สูงอากาศหนาวเย็นในบ้านของชาวเตรียงจึงมีเตาไฟในบ้าน
และจะก่อกองไฟและผิงไฟกันรอบกองไฟ รวมทั้งทำอาหาร หุงข้าวภายในในบ้าน
เสน่ห์ของชาวเตรียงที่คนเซกองรู้จักกันดีคือเขาจะสูบกระบอกสูบยาใหญ่ๆ
ที่เขาเรียกว่า "กระบั้ง"
หรือ "ปันก๊อก"
กระบั้งนั้นชัดเจนอยู่แล้วคือบั้งหรือบ้อง
แต่ปันก๊อกนี้ผมได้ความรู้มาจากอาจารย์ภูพาน
ที่สอนวิชาภูมิศาสตร์ที่เซกองเล่าให้ฟังว่า
ในการล้อมรอบกองไฟก็จะมีการสูบบ้องซึ่งเวลาสูบจะมีเสียงดัง ก๊อก ก๊อก
เป็นเสียงของน้ำ เมื่อมีการสูบก็จะมีการปันกัน แบ่งกันสูบรอบวง
หนุ่มส่งให้สาว สาวส่งให้หนุ่ม เธอให้ฉัน ฉันปันให้เธอ
แบ่งปันกันไปจีบกันไปจึงเรียกว่าปันก๊อกอีกชื่อหนึ่งครับ
ผมเดินเล่นรอบหมู่บ้านอยู่พักใหญ่และคุยกับชาวบ้านเล่นกับเด็กชาวเตรียง
และก็ได้มีโอกาสกินข้าวสวยร้อนๆ
กับผักต้มตั้งในขันโตกในแบบฉบับของการต้อนรับของชาวเตรียง
และได้รับเชิญให้สูบปันก๊อกด้วยแต่ผมก็ไม่ได้สูบ
ได้แต่กินข้าวร้อนกับผักต้มที่แสนจะอร่อยของของชาวเตรียงครับ
เรื่องชาวเตรียงที่ผมเขียนนี้น่าจะเป็นเรื่องแรกที่มีการเผยแพร่ออกสู่อินเตอร์เน็ต
หากใครมาเที่ยวด๊ากจึกก็จะได้รับรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าการอยู่อย่างพอเพียงของถึงแม้ยากลำบากแค่ไหน
ในความลำบากก็เห็นรอยยิ้มที่ใสบริสุทธิ์ของชาวชาวเตรียงทุกคน
เป็นเรื่องแรกที่ผมไม่อยากให้คนมาเที่ยวกันเยอะ
กลัววิถีชีวิตเขาจะถูกทำลายไป แต่ก็อยากจะช่วยให้เขาไม่ต้องลำบากมากนัก
เพราะที่ผมคุยกับเขานั้นหน้าร้อนตรงนี้ไม่มีน้ำใช้
ต้องเดินไปอีกหลายกิโลเมตรไปเอาน้ำมาใช้ที่บ้าน
mr.hotsia ธันวานคม 2553
|