|
เมื่อเอ่ยถึงเวียงจันทน์คนเข้าใจกันว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศลาว
ซึ่งก็ถูกต้องไม่มีอะไรผิดครับ แต่จะให้รู้ให้ลึกไปอีกหน่อยก็คือว่า
ประทศลาวมีแขวงทั้งหมด 17 แขวง
มีดังนี้ แขวงอัดตะปือ แขวงบ่อแก้ว แขวงบอลิคำไซ
แขวงจำปาสัก แขวงหัวพัน แขวงคำม่วน แขวงหลวงน้ำทา แขวงหลวงพระบาง
แขวงอุดมไซ แขวงพงสาลี แขวงสาละวัน แขวงสะหวันนะเขด แขวงเวียงจันทน์ แขวงไซยะบูลี
แขวงเซกอง แขวงเชียงขวาง
และแขวงสุดท้ายเป็นแขวงที่เป็นเมืองหลวงของลาวด้วยคือนครหลวงเวียงจันทน์
พึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากกำแพงนครเวียงจันทน์ไม่นานนี้เองครับ
จะเห็นว่ามีแขวงเวียงจันทน์ และนครหลวงเวียงจันทน์
นครหลวงเวียงจันทน์นี้ประกอบด้วยเมืองจันทะบูลี,
เมืองสีสัดตะนาก,เมืองไซเสดถา เมืองสีโคดตะบอง เมืองหาดซายฟอง และ
ตอนใต้ของเมืองไซทานี
ส่วนวังเวียงที่ดังๆนั้นอยู่กับแขวงเวียงจันทน์ไม่ใช่นครหลวงเวียงจันทน์ครับ
Mr.Hotsia
จะพาเที่ยวเวียงจันทน์จะรวมทั้งแขวงเวียงจันทน์และนครหลวงเวียงจันทน์ไปด้วยเลย
เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเวียงจันทน์คือเมืองหลวงและที่แขวงเวียงจันทน์ด้วย
เมื่อไปเที่ยวเวียงจันทน์โซนที่ไปเดินเที่ยวกันจะอยู่ติดริมแม่น้ำโขง
ซึ่งคนลาวเรียกว่าแคมโขง
ตอนผมเที่ยวเดือนมกราคมมีหาดทรายยาวลงไปในแม่น้ำโขง มีคนไปเล่นตีแบตกันด้วยบรรยากาศดีจริงๆครับ
บริเวณแคมโขงจะมี Guest House
ราคาถูกอยู่ด้วยตกลางคืนบริเวณนี้เป็นเป็นตลาดไนต์มาเก็ต(Vientiane
Walking Street) ริมโขงมีอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ที่สร้างเสร็จใหม่ๆไม่กี่เดือนนี้เองครับ
ช่วงกลางคืนเดินเล่นกินโรตีเวียงจันทน์
อร่อยๆริมแคมโขง โซนแคมโขงยามค่ำคืนคึกคักครับ
มีนักท่องเที่ยวเดินเล่นเวียงจันทน์บริเวณนี้ผมชอบครับ
ส่วนช่วงกลางวันสถานที่ที่ควรไปเที่ยวคือหอพระแก้ว
วัดสีสะเกด
ประตูชัย
พระธาตุหลวง และที่พลาดไม่ได้คือสวนพระหรือฝรั่งเรียกว่า
"Buddha
Park" เป็นที่ท่องเที่ยวที่คนสร้างคนเดียวกับ
"ศาลาแก้วกู่"
ฝั่งไทย
การเที่ยวแบบอิสระต้องค่อยๆเดินดูเดินเที่ยวไปเรื่อยๆไม่รีร้อน
ผมว่าใช้เวลา 1 วันก็น่าจะครบทั้งหมดครับ
ลองคลิกไปดูแต่ละสถานที่ผม review ไว้ให้แล้ว
เรื่องอาหารการกินกันบ้างในแบบฉบับของ Mr.Hotsia
ผมชอบที่ไปกินกาแฟร้อนๆตอนเช้า ร้านกาแฟที่ผมแนะนำคือร้านโจมาคอฟฟี่เวียงจันทน์(Free
WIFI) หรือจะไปกินกาแฟร้านทรูก็ได้(ไม่ฟรี
WIFI) ส่วนหากใครที่ตื่นเช้าๆ
แล้วไม่กินอาหารที่โรงแรมอีกทางเลือกคือไปกินข้าวปียกเส้นที่ย่านกลางเมือง
เช้าๆอากาศดีครับ เวียงจันทน์ดูสดชื่นน่าเดินเล่น
ส่วนบริเวณแคมโขงยามเช้ามีคนวิ่งออกกำลังกายบ้าง จูงหมาวิ่งเล่นบ้าง
ส่วนตอนกลางวันหากไม่ใช่หน้าหนาวเวียงจันทน์ก็ร้อนครับไม่เหมาะเดินเล่นตอนเที่ยงๆ
ผมแนะนำว่าหลบแดดไปที่ตลาดเช้า
Shopping mall
ที่อยู่ข้างสถานีขนส่งเวียงจันทน์ดีกว่า แอร์เย็นฉ่ำอาหารที่ Food
Center อร่อย หรือจะเอาแบบ
Mr.Hotsia ไปดูหมอดูไพ่ป๊อกข้าง
Shopping Mall ก็ได้ครับ
เรื่องที่พักราคาที่พักที่เวียงจันทน์มีหลายระดับเหมือนเมืองหลวงของประเทศต่างๆ
หากเป็นราคากลางๆที่พักสบายๆไม่หรูไม่โลก็อยู่ที่คืนละ 600-800
บาทครับ ไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่หากช่วงหลุดยาว
หรือบางช่วงก็หาที่พักยากเอาแน่ไม่ได้
ดูเหมือนที่พักที่เวียงจันทน์ราคาแบบเที่ยวอิสระจะมีไม่มาก
จะให้ชัวร์จองล่วงหน้าไปก่อนจากที่พักของ Agoda
ที่ผมลงให้ด้านล่างก็ได้ครับ ไปถึงมีที่พักแน่นอน Mr.hotsia
มกราคม 2554
แขวงเวียงจันทน์
เป็นแขวงหนึ่งที่ขึ้นกับ
แขวงกำแพงนครเวียงจันทน์ ซึ่งได้แยก
จากกันในปี 1983 มีเนื้อที่บริเวณโดยรอบ
ทั้งหมด 19,900 ตารางกิโลเมตร
ปัจจุบันกำลังได้รับการพัฒนาและการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากรัฐบาล
มีพลเมืองทั้งหมดประมาณ 313,000 คน
ประกอบด้วย 9 ตัวเมืองใหญ่ๆ คือ
เมืองโพนโฮง, เมืองทุระคม,เมืองวังเวียง,
เมืองแก้วอุดม,เมืองกาสี, เมืองไชยสมบูรณ์,เมืองฮ่ม, เมืองชะนะคาม
และเมืองเฟืองมีชายแดนติดกับแขวงหลวงพระบาง, แขวงเชียงขวาง,แขวงบริคำไซ,
แขวงไชยะบุรี และแขวงกำแพงนครเวียงจันทน์
แขวงเวียงจันทน์เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์
ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมูลมรดกอันล้ำค่าเช่นมีป่าดงหนา
และสานน้ำลำธารที่ใสเย็นซึ่งเป็นแหล่งกำเนินดของอู่ข้าวอู่น้ำในการทำมาหากินเลี้ยงชีพของประชาชนในเขตนี้
อ่างน้ำงึมถูกสร้างขึ้นด้วยการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปรับใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
และนำส่งออกขายต่างประเทศ นอกจากนั้นอ่างน้ำงึม
ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและสวยงานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศลาวณ
ที่นี้ ท่านจะได้สัมผัส
กับธรรมชาติอันแท้จริงโดยเฉพาะแล้วชาวนครเวียงจันทน์
และชาวต่างประเทศจะใช้เป็นสถานที่พักผ่อนแบบปิคนิคสุดสัปดาห์
โดยการนั่งเรือล่องไปตามหมู่เกาะ ดอนน้อย, ใหญ่ ต่างๆ
เวลากลับถึงฝั่งท่านก็จะสามารถแวะรับประทานอาหารด้วยเนื้อปลาสดๆ
เมื่อมุ่งหน้าไปตามเส้น ทางหมายเลข 13
เหนือที่คดเคี้ยวไปตามสันภูประมาณ 152 กิโลเมตรจากกำแพงนครเวียงจันทน์
ก็จะถึงเมืองวังเวียงซึ่งเป็นเมืองที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น
และมีธรรมชาติที่สวยสดงดงาม เปรียบเสมือนกับเครื่องประดับของเมืองนี้
ผาท้อ, วังเวียง, ถ้ำจัง และสายน้ำโขงเป็นมิ่งขวัญของชาวเมือง ซึ่งใครๆ
ก็ไม่อาจจะหลงลืมได้ เช่นเดียวกับผาต่อ-หน่อคำ ไม่เพียงแต่เท่านี้
วังเวียงยังเป็นดินแดนแห่งข้าวขาวสาวงาม ประชาชนขยันขันแข็ง
วีระอาจหาญ ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
ซึ่งได้มรดกทางด้านศิลปะวัฒนธรรมสืบทอดมาให้ลูกหลานตราบเท่าทุกวันนี้
เวียงจันทน์
เวียงจันทน์เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของลาว
ตั้งอยู่เลียบบริเวณแม่น้ำโขงตอนกลาง
เป็นเมืองที่เคยมีบทบาททางการเมือง
เศรษฐกิจและสังคมผ่านระยะประวัติศาสตร์ยาวนาน
ได้เคยมีความสัมพันธ์กับเมืองโบราณอื่นๆทางภาคใต้ของจีน,อินเดีย
และเอเชียอาคเนย์ตามตำนานโบราณกล่าวว่าเดิมเมืองน้ำคือ"บ้านหนองคันแทเสื้อน้ำ"ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจการผลิตขยายตัว
บ้านนี้ได้
เปลี่ยนเป็นเมืองชื่อว่า"เมืองเวียงจันทน์" ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของ
สปป.ลาว มีเนื้อที่ 3,920ตารางกิโลเมตรมีพลเมืองทั้งหมด 476,000
คนประกอบด้วย 7 เมืองคือเมืองจันทะบุรี,เมืองสีโคตตะบอง,เมืองไชยเศรษฐา,เมืองสีสัตนาค,เมืองนาทรายทอง,เมืองไชยธานีและเมืองหาดทรายฟอง
มีชายแดนติดกับแขวงนครเวียงจันทน์,แขวงบริคำไชยและประเทศไทย
พระธาตุหลวง
//// เป็นธาตุใหญ่ และสวยงานที่สุดใน สปป.ลาว
สร้างขึ้นโดยช่างโบราณลาวที่มีฝีไม้ลายมือดีเป็นพิเศษ
มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมสูง
และยังเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมศิลป์ของลาวล้านช้าง
ในสมัยเจริญรุ่งเรืองอีกด้วยซึ่งไม่มีพระธาตุองค์ใดใน สปป.ลาวที่จะเสมอเหมือนได้
พระธาตุหลวงองค์นี้สูง 45 เมตร ความกว้างจากทิศตะวันตกถึงทิศตะวันออก49
เมตรและมีพระธาตุน้อยบารมี 30
องค์ล้อมรอบเป็นบริเวณพระธาตุหลวงสมัยอดีตก็เหมือนปัจจุบันคือเป็นศูนย์กลางศิลปะวัฒนธรรมที่ใหญ่สุดอยสปป.ลาว
สามารถดึงดูดเอาความรักความสามัคคีของลาว และชาวต่างประเทศ
ซึ่งจะเห็นได้จากวันเพ็ญเดือน12
ของลาวทางจันทรคติ(ระหว่างเดือนพฤศจิกายน)ของแต่ละปี
บรรดาพระสงฆ์สามเณร องค์การจัดตั้ง มหาชน
และประชาชนจำนวนมากทั้งภายในกำแพงนครเวียงจันทน์ และแขวงต่างๆ
ได้พากันหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำบุญนมัสการพระธาตุหลวงประจำปีร่วมกันด้วยจิตเลื่อมใสศรัทธาของแต่ละคน
พระธาตุหลวงได้ก่อสร้างขึ้นในสองระยะ คือ เมื่อปี ค.ศ. 1929-1930
ท่านโฟมแบก นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสได้ทดลอง
ขุดค้นดู
เพื่อให้ทราบว่ามีอะไรบ้างอยู่ใจกลางพระธาตุหลวงในนั้นท่านได้พบเห็นพระธาตุน้อย(ปิรามิด)
อยู่ใจกลางพระธาตุหลวงและพบฐานบันไดลงไปหาธาตุน้อยนั้นทั้งสี่ด้านจากข้อมูลทางโบราณวิทยาหรือวัตถุ
ุโบราณที่พบเห็นอยู่ในพระธาตุหลวงและบริเวณรอบๆ
พระธาตุหลวงจากตำนานโบราณและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของภาคพื้นนี้นั้น
จึงสันนิษฐานได้ว่าพระธาตุหลวง
จึงสันนิษฐานได้ว่าพระธาตุหลวงสมัยแรกเริ่มนั้นอาจสร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่
6 ถึงศตวรรษที่ 7 สมัย"อาณาจักรเจนละ" และไม่อาจเก่าแก่ไปกว่านี้ได้
ภายหลังพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราช ได้สร้างเมืองเวียงจันทน์เป็นนครหลวงแล้ว
6 ปี คือปี ค.ศ.
1566ท่านได้นำพาประชาชนก่อสร้างพระธาตุหลวงขึ้นที่ชานเมืองเวียงจันทน์ทางทิศตะวันออก
ตามศิลาจารึกของพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชเขียนไว้ว่า
พระองค์ได้ก่อสร้างพระธาตุหลวง
ครอบพระธาตุน้อยองค์หนึ่งที่มีมาแต่ก่อนแล้ว
พระธาตุนี้ให้ชื่อว่า"เจดีย์โลกะจุฬามณี"แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า"พระธาตุหลวง"
เป็นธาตุใหญ่ที่มีศิลปะแบบลาวแท้ๆ
วัดองตื้อ
สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 แห่งคริสตศักราช (ค.ศ. 1566)
ภายหลังที่เจ้าไชยะเชษฐาธิราช
สร้างเมืองเวียงจันทน์ 6 ปี และสันนิษฐานว่า สร้างครอบวัดเก่าในสมัยขอม
เพราะอยู่บริเวณวัดอินแปงได้พบเห็นวัฒนธรรมขอมหลายแห่ง
ซึ่งแต่ก่อนวัดองตื้อ, วัดอินแปง, และวัดหายโศก ตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน
ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าว่าแต่ก่อนเรียกว่า "วัดไชยะภูมิ"
เมื่อมีพระพุทธรูปองตื้อ
มาประดิษฐานที่นี่แล้ว คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "วัดองตื้อ"
มาจนถึงปัจจุบัน วัดองตื้อในสมัยสงคราม (ค.ศ. 1828-1829)
ได้ถูกทำลายเสียหายเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ในนครเวียงจันทน์
เหลือไว้เพียงแต่ซากเสา เริ่มแต่ปี 1911-1912 ได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่
แต่ก็ยังสามารถรักษารูปเดิมของฝาผนังไว้ได้ ส่วนหลังคานั้นทำขึ้นมาใหม่
พุทธสีมาวัดองตื้อเป็นพุทธสีมาตัวแม่ต่ำเตี้ย
สกุลช่างสถาปัตยกรรมศิลป์สมัยพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชศตวรรษที่ 16
ส่วนบานประตู 3 บาน ด้านหน้าพุทธสีมานั้น เป็นสมัยเจ้าศรีสว่างวัฒนา
นำมาถวายเมื่อปี ค.ศ. 1966
ประติมากรรมศิลป์พระพุทธรูปใหญ่องตื้อทำด้วยทองเหลืองที่สวยงาม
ประดิษฐ์สร้างขั้นโดยคนลาว ซึ่งมีความประณีตไม่น้อยกว่าสกุลช่างศิลปะใด
และไม่ซ้ำแบบใคร ตามพงศาวดารลาวกล่าวไว้ว่าพระเจ้าไชยะเชษฐา
ธิราชได้นำพาประชาชนหล่อพระพุทธรูปทองที่สำคัญขึ้นในปี 1566
มีจำนวน 4 องค์ คือ พระเจ้าองตื้อ, พระสุก, พระใส, และพระเสริม
ตามการเล่าสืบทอดกันมากว่าวว่าพระสุกจมอยู่ในน้ำเวินสุกในเวลาที่แม่ทัพสยามพยายามเอาข้ามน้ำโขงไปบางกอก,
พระใส ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัด
โพธิ์ชัยหนองคาย, พระเสริม ปัจจุบันประดิษฐานอยู่วัดปทุมวนาราม บางกอก
ประเทศไทย
วัดสีสะเกด
///วัดสีสะเกด สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.
1818 ตามคำสั่งของเจ้าอนุวงศ์ รัชการสุดท้าย (เจ้าชีวิตองค์
สุดท้าย)แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ วัดสีสะเกด
ซึ่งเดิมได้กล่าวไว้ในศิลาจารึกว่า "สะตะสหัสสาราม" (แปลว่าวัดแสน)
แต่คนทั้งหลายเรียกว่า วัดสีสะเกด วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวังหลวง
ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และถ้าอยู่ในกำแพงโบราณเวียงจันทน์ชั้นใน
(ชั้นใน) ห่างไกลจากแม่น้ำโขง 250 เมตรวัดสีสะเกด
เป็นวัดหนึ่งที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราชและมีวัดเดียวเท่านั้นในนครเวียงจันทน์ที่ไม่ถูกทำลายจากสงคราม
เมื่อปี ค.ศ. 1829 และโครงร่างพุทธสีมา
พูดได้ว่ายังสมบูรณ์ตามแบบดั้งเดิม ส่วนที่ถูกทำลายไปบ้างจะ
เป็นศิลปะตกแต่ง ทรัพย์สมบัติวัดนี้ส่วนใหญ่ก็สูญเสียไปในสงคราม
ปี ค.ศ. 1829 เช่นเดียวกัน
และในคราวต่อมาด้วย แต่ก็ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ปางชนะมาร
ประดิษฐานอยู่กลาวงพุทธสีมา 1 องค์
พระพุทธรูปทองเหลือง ปางห้ามญาติ 2 องค์ และพระพุทธรูป 120 องค์
ตั้งวางแสดงอยู่ และสิ่งที่มีค่าอื่นๆ
ที่สวยสดงดงามเป็นพิเศษซึ่งยังเป็นตัวอย่าง
แสดงให้เห็นการขยายตัวทางด้านศิลปวัฒนธรรมสกุลช่างล้านช้างเวียงจันทน์ในต้นศตวรรณที่
19 แห่งคริสตศักราช วัดสีสะเกด
เป็นแหล่งรวบรวมมรดกวัฒนธรรมทางศาสนา เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924
เป็นต้นมา ปัจจุบันพระ
พุทธสีมาวัดสีสะเกดเป็นคลังสะสมวัตถุโบราณต่างๆ
ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15, 16, 17,
18, 19 และที่พิเศษคือการสะสมวัตถุศิลปวัฒนธรรม สมัยต้นศตวรรษที่ 19
แห่งคริสตศักราช นอกจากนี้ ยังมีหอไตร (หอสมุดทางศาสนา)
สร้างขึ้นในระยะเดียวกันกับวัดสีสะเกด เพื่อเก็บพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
(พระไตรปิฎก) หรือคัมภีร์อื่นๆทางศาสนา
หอไตรนี้แต่เดิมประดับประดาดอกดวงและติดแก้วที่สวยสดงดงาม
แต่ได้สูญหายไปเกือบหมด
แต่ก็ยังมีเหลือบ้างส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของศิลปะสกุลช่าง
ต้นศตวรรษที่ 19 หอไตรนี้ได้บูรณะปรับปรุงใหม่เมื่อปี ค.ศ.. 1930
วัดสีเมือง
เป็นวัดหนึ่งที่เก่าแก่ มีความเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่, สังคม
ความเชื่อถือของชาวนครเวียงจันทน์ สมัยโบราณและสมัยต่อมา
ทั้งนี้สังเกตจากเมื่อจะเปิดงานบุญนมัสการพระธาตุหลวงจะต้อมมีการทำพิธีอยู่วัดสีเมืองก่อน
คือ ข้าราชการ พ่อแม่ พี่น้องประชาชน
ภายใต้การนำพาของเจ้านครหลวงเวียงจันทน์
แห่ปราสาทผึ่งไปถวายบูชาที่วัดสีเมืองในวันขึ้น 13 ค่ำ
ก่อนจะมีการแห่ปราสาทผึ้งไปบูชาพระธาตุหลวงในวันเพ็ญ 15 ค่ำ
และหลังจากบุญพระธาตุหลวงแล้ว คือแรม
หนึ่งค่ำเดือน 12 ได้แก่ปราสาทผึ้งไปบูชาวัดองตื้อและวัดอินแปง
จึงถือว่าบุญเดือน 12 ได้สำเร็จลงแล้ว
การปฏิบัติเช่นนี้ได้ทำมาตั้งแต่เมื่อใดและด้วยเหตุผลอันใด
ก็ยังไม่พบหลักฐานแจ่มชัด อาจมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์
มีความหมายทางความเชื่อถือ ซึ่งไม่อาจทอดทิ้งได้
จึงมีการสืบทอดกันมาถึงปัจจุบันพุทธสีมาวัดสีเมืองนี้
เป็นพุทธสีมาตัวเมีย สมัยล้านช้างหลวงพระบาง สกุลช่างศิลปะ
เวียงจันทน์ต่อมา พุทธสีมานี้ก็ถูกทำงานหักพังลงในสมัยเวียงจันทน์ร้าง
เช่นเดียวกับพุทธสีมาอื่นๆ และได้บูรณะซ่อมแซมปรับปรุงใหม่
เมื่อครั้งต้นศตวรรษที่ 20 พร้อมๆ
กันกับวัดอื่นๆอยู่นครเวียงจันทน์และเชื่อว่าการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงใหม่นี้รักษารูปเดิมไว้
เว้นเสียแต่โครงสร้างของหลังคาเท่านั้น ที่ไม่สามารถรู้ได้
เพราะได้หักพังไปหมดแล้ว
วัดอินแปง
วัดอินแปง
เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งอยู่ในนครเวียงจันทน์ภายในวัดประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลายอันที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ศิลปวัฒนธรรม เช่น พุทธสีมา, หอไหว้, หอไตร, พระธาตุเจดีย์,
พระพุทธรูป, เสาหิน,ใบเสมาหินรูปสิงห์ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้
ล้วนแต่แสดงถึงประวัติศาสตร์ช่วงใดช่วงหนึ่งของนครเวียงจันทน์ วัดอินแปงทางประวัติศาสตร์นั้นยากที่จะหาหลักฐานแน่นอนว่าวร้างขึ้นเมื่อใด
ใครเป็นผู้สร้าง
เรื่องนี้ต้องอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีที่พบเห็นอยู่ในวัดคือใบเสมาหิน
พระพุทธรูป, เสาหิน
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยมอญและขอม
ถึงแม้ว่าวัตถุดังกล่าวนี้จะมีการเคลื่อนย้ายก็ตาม
แต่วัฒนธรรมนี้ก็ยังเกี่ยวพันกับชื่อของวัดอินแปง คำว่า "อิน"
อาจนำมาจากคำว่าพระอินทร์
ซึ่งหมายถึงเทพเต้าพระองค์หนึ่งของลัทธิศาสนาพราหมณ์ ดังนั้นวัดอินแปงนี้อาจสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์
หรือสถานที่ทางศาสนาสมัยมอญ-ขอม ก็อาจเป็นได้ พุทธสีมาวัดอินแปงเป็นสถาปัตยกรรมศิลป์ที่สวยงาม
สกุลช่างศิลปะสมัยพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราช ศตวรรษที่ 16
ซึ่งมีโครงร่างคล้ายๆ กับพุทธสีมาองตื้อ, วัดจัน, วัดศรีเมือง
มีฐานชั้นเดียว เสากลม ด้านหน้ากว้างขวาง
ใช้เป็นสถานที่ชุมนุมทำบุญสุนทานของชาวพุทธได้สะดวกดี
***
ขอขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก
www.oceansmile.com
(ส่วนหนึ่งผมเขียนเอง)
จำเป็นต้องขอทางเจ้าของก่อนนำไปใช้นะครับ
***
|