|
พระธาตุพนมค่าล้ำ
วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูภูไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง
นครพนม เมืองนครแห่งอีสาน ดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงแถบนี้
เดิมทีเป็นที่ตั้งของอาณาจักร
ศรีโคตรบูร ตัวเมืองตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของลำน้ำโขง (ฝั่งลาว)
บริเวณทางใต้ปากเซบั้งไฟ
ตรงข้ามกับพระธาตุพนมในปัจจุบัน
ตามประวัติเล่ากันว่าเมื่อพญานันทเสนผู้ครองศรีโคตรบูรสวรรคต
เสนาอำมาตย์และประชาชนต่างก็เห็นว่าบ้านเมืองเกิดเภทภัยหลายครั้ง
ควรที่จะย้ายไปสร้างเมืองใหม่อยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีป่าไม้รวกขึ้นอยู่เป็นดงจึงได้เรียกชื่อเมืองใหม่นี้ว่า
มรุกขนคร
หมายถึงเมืองที่อยู่ในดงไม้รวก
มรุกขนครในสมัยพญาสุมิตรธรรม เมื่อ พ.ศ. 500 นั้นรุ่งเรืองมาก
มีเมืองขึ้นมากมายและมีการบูรณะพระธาตุพนมขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย
โดยการก่อพระลานอูบมุงชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 แล้วสร้างกำแแพงล้อมรอบ
มีงานสมโภชใหญ่โต หลังจากพญาสุมิตรธรรมแล้วก็มีผู้ครองนครต่อมาอีก 2 พระองค์
แต่ก็เกิดมีเหตุอาเพศแก่อาณาจักรศรีโคตรบูรจนกลายเป็นเมืองร้าง กระทั่งถึง พ.ศ.
1800
เจ้าศรีโคตรบูรได้สร้างเมืองมรุกขนครขึ้นใหม่ใต้เมืองท่าแขก
บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ใน พ.ศ. 2057
ผู้ครองเมืองมรุกขนครคือพระเจ้านครหลวงพิชิตทศพิศ ราชธานี
ศรีโคตรบูรหลวง ได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่กลายเป็น เมืองศรีโคตรบูร
ตรงตามชื่ออาณาจักรดั้งเดิม
ในยุคสมัยนี้ ยังได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมอีกด้วย
ต่อมา พ.ศ.
2280 พระธรรมราชา เจ้าเมืองศรีโคตรบูรองค์สุดท้ายได้ย้ายเมืองมาตั้งบนฝั่งขวา
(ฝั่งไทย)
เยื้องเมืองเก่าขึ้นไปทางเหนือ แล้วให้ชื่อว่า
เมืองนคร
ซึ่งก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย
ๆ ถึงแม้ว่าจะมีการโยกย้ายอีกหลายครั้ง ดังเช่น พ.ศ.
2321
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้มีการย้ายเมืองอีกครั้งไปตั้งที่บ้านหนองจันทร์
ห่างขึ้นไปทางทิศเหนือ 52 กิโลเมตร จนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ.
2333
เมื่อผู้ครองเมืองนครถึงแก่พิราลัย เมืองนครก็ได้ขอขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร
โดยรัชกาลที่ 1 พระราชทานนามให้ใหม่ว่า นครพนม
ชื่อนครพนมนั้นมีข้อสันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองลูกหลวงมาก่อนและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จึงได้ใช้คำว่า
นคร
ส่วนคำว่า
พนม ก็มาจากพระธาตุพนมปูชนียสถานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน
บ้างก็ว่ามรุกขนครเดิมที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตั้งอยู่ในบริเวณที่มีภูเขาสลับซับซ้อนจึงนำคำว่า
พนม
ซึ่งแปลว่าภูเขามาใช้ ส่วนคำว่า
นคร
ก็เป็นการดำรงชื่อเมืองไว้คือ
เมืองมรุกขนคร นครพนมจึงหมายถึง
เมืองแห่งภูเขา
นั่นเอง
จังหวัดนครพนมมีพื้นที่ประมาณ 5,512
ตารางกิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 740 กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 12
อำเภอ คือ อำเภอเมืองนครพนม ธาตุพนม นาแก ท่าอุเทน
เรณูนคร บ้านแพง ปลาปาก ศรีสงคราม นาหว้า โพนสวรรค์
นาทม และวังยาง
อุทยานแห่งชาติในจังหวัดนครพนมมีอุทยานเดียวคือ
อุทยานแห่งชาติภูลังกา
|
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม |
|
(ขอขอบคุณข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
และภาพบางส่วนจากเว็บท่องเที่ยวต่างๆผ่านการค้นหาของกูเกิล)
|
ข้อมูลการเดินทางและแผนที่จังหวัดนครพนม
รถยนต์
จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ถึงสระบุรี
บริเวณกิโลเมตรที่ 107 แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ
ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านจังหวัดมหาสารคาม ทางหลวงหมายเลข 213 แล้วแยกขวาเข้าสู่จังหวัดกาฬสินธุ์และผ่านจังหวัดสกลนคร
ตรงเข้าสู่จังหวัดนครพนม ตามทางหลวงหมายเลข 22 รวมระยะทางประมาณ 740 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง
บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-นครพนม
มีรถโดยสารปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ทุกวัน
สอบถามรายละเอียดที่ โทร. 0 2936 2852-66 นครพนม โทร. 0 4251 1403 สำหรับบริษัทเอกชนติดต่อ บริษัท แสงประทีปเดินรถ จำกัด โทร.
0 4252
0411 บริษัท ชัยสิทธิ์ จำกัด โทร. 0 4252 0561 และบริษัท เชิดชัย ทัวร์
จำกัด โทร. 0 4251 2098, 08 6225 6063
เครื่องบิน
บริษัท พี บี แอร์ จำกัด เปิดบริการเที่ยวบินไปจังหวัดนครพนมทุกวัน
สอบถามรายละเอียดโทร. 0 4258 7207 กรุงเทพฯ โทร. 0 2261 0220-5
HYPERLINK "http://www.pbair.com" www.pbair.com
หรือสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 1566,
0 2280 0060, 0 2356 1111, 0 2628 2000 HYPERLINK "http://www.thaiairways.com"
www.thaiairways.com
การเดินทางในตัวเมืองยังไม่มีรถโดยสาร
หรือรถสองแถวประจำทางมีเพียงรถสามล้อเครื่อง (รถสกายแล็ป) เท่านั้น
ราคาแล้วแต่จะตกลงกัน ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ราคา 20 บาท
แล้วแต่ระยะทาง
เทศกาลงานประเพณี
งานนมัสการพระธาตุพนม
กำหนดจัดขึ้นในวันขึ้น 10 ค่ำถึงวันแรม 1 ค่ำ
เดือน 3 ของทุกปี
ซึ่งถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งงานหนึ่งของชาวนครพนมและจังหวัดใกล้เคียง
ประเพณีแสกเต้นสาก
เป็นประเพณีของชนเผ่าแสกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอาจสามารถ
ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมประมาณ 4 กิโลเมตร
ประเพณีแสกเต้นสากเป็นการเต้นบวงสรวงเจ้าที่จะเต้นสากเป็นประจำทุกปี ในเดือน 3
ขึ้น 3 ค่ำ การแสกเต้นสากนอกเทศกาลจะต้องทำพิธีขอขมาก่อน ของที่ใช้ ได้แก่
หัวหมู เงิน 20 บาท และเหล้า
ซึ่งจะทำพิธีที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้านโดยการเสี่ยงทายไม้สี
ถ้าได้สีเดียวกันแสดงว่าเจ้าไม่อนุญาต การเต้น แสกเต้นสาก
ใช้ไม้สีแดงสลับขาวเรียก
สาก
นำด้วยเสียงกลองจังหวะเร็ว ผู้เต้นจะซอยเท้าถี่ ๆ
ลงไปตามจังหวะการกระทบไม้คล้ายการเต้นลาวกระทบไม้แต่จะเร็วกว่ามาก
การฟ้อนผู้ไทย
เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่คณะเดียวกัน
โดยจะฟ้อนในงานเทศกาลเดือน 5 และเดือน 6
สมัยก่อนจะฟ้อนกันตามความถนัดและความสามารถแต่ละบุคคล
ไม่ได้เน้นความเป็นระเบียบหรือความพร้อมเพรียงกัน
แต่เน้นลีลาการฟ้อนรำของชายหญิงคู่กัน ยึดการรำแบบดั้งเดิมเป็นหลัก
นับเป็นศิลปะที่สวยงามหาชมได้ยากในปัจจุบัน
นอกจากนี้ชาวผู้ไทยยังมีการต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ การเลี้ยงอาหารแบบพาแลง
การชวนดูดอุ สำหรับ การฟ้อนผู้ไทยและการเลี้ยงอาหารแบบพาแลงนี้ สามารถติดต่อชมได้ที่บ้านผู้ไทย
คุณชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ อำเภอเรณูนคร โทร.
0 4257 9174,
08
1263 2458 (การฟ้อนภูไทยและการเลี้ยงอาหารแบบพาแลง
ต้องมีการจองตั้งแต่ 35 คนขึ้นไป)
งานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม
(ภาษาอีสาน
เรียกว่า เฮือไฟ)
จัดขึ้นในวันออกพรรษา คือ วันขึ้น 15
ค่ำ เดือน 11 และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี
บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดริมแม่น้ำโขงบริเวณเขตเทศบาล
การไหลเรือไฟถือเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก
หลังจากที่ พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ดาวดึงษ์เพื่อแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา
เมื่อออกพรรษาแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก โดยบันไดทิพย์ทั้ง 3
วันนี้เรียกว่า วันพระเจ้าโปรดโลก
พระองค์เสด็จมา ณ เมืองสังกัสสะ
สถานที่นั้นเรียกว่า อจลเจดีย์
(อ่านว่า อะ-จะ-ละ-เจ-ดี)
ทวยเทพทั้งหลายส่งเสด็จ
มวลมนุษย์ทั้งหลายรับเสด็จด้วยเครื่องสักการะบูชามโหฬาร การไหลเรือไฟก็คือ การสักการะบูชาอย่าง
หนี่งในวันนั้น และได้ทำเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้ยังมีตำนานการไหลเรือไฟที่แตกต่างกันก็ถือว่าทำให้ได้รับอานิสงฆ์เหมือนกัน
เดิมเรือไฟทำด้วยท่อนกล้วยหรือไม้ไผ่ต่อเป็นลำเรือยาวประมาณ 5-6 วา
ข้างในบรรจุไว้ด้วยขนม ข้าวต้มมัด หรือสิ่งของที่ต้องการจะบริจาคทาน
ข้างนอกเรือมีดอกไม้ ธูป เทียน ตะเกียง ขี้ไต้
สำหรับจุดให้สว่างไสวก่อนจะปล่อยเรือไฟ ปัจจุบันมีการจัดทำเรือไฟเป็นรูปแบบต่าง ๆ
ที่ขนาดใหญ่โตขึ้น มีวิธีการประดับตกแต่งให้วิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้น
เมื่อปล่อยเรือไฟเหล่านี้ลงกลางลำน้ำโขงภายหลังการจุดไฟให้ลุกโชติช่วงจะเป็นภาพที่งดงามประทับใจผู้พบเห็นไปตราบนานเท่านาน
ไม่มีที่ไหน ๆ ในประเทศไทยจะยิ่งใหญ่เหมือนที่จังหวัดนครพนม
การแข่งเรือ (ส่วงเฮือ)
เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน
โดยจัดขึ้นระหว่างงานบุญออกพรรษามีความมุ่งหมายให้ชาวบ้านได้สนุกสนานร่วมกันก่อให้เกิดความสามัคคีความเสียสละ
และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวลาวและชาวไทย จัดขึ้นในลำน้ำโขง
บริเวณหน้าเขื่อนนครพนม มีระยะทางแข่งขัน 3 กิโลเมตร ในร่องน้ำที่ไหลเชี่ยวยากลำบากมากในการแข่งขัน
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ชนะคือผู้เก่งที่สุดในแถบลุ่มน้ำโขง
ประเพณีโส้ทั้งบั้ง
เป็นประเพณีของพวกโซ่
(โส้)
การเต้นโส้ทั้งบั้งนี้เป็นการรำในงานศพเพื่อที่จะส่งวิญญาณผู้ตายให้ไปสู่สุคติ
การเต้นรำมีทั้งชายและหญิง พวกโซ่เป็นชนเผ่าข่า ลักษณะผิวคล้ำ
มีภาษาเป็นของตนเอง ภาษาที่ใช้คล้ายภาษามอญปนเขมร
หมู่บ้านชาวโส้นี้ตั้งอยู่ที่บริเวณอำเภอท่าอุเทน อำเภอนาแก และอำเภอศรีสงคราม
ข้อปฏิบัติในการยื่นทำบัตรอนุญาตผ่านแดนไปเมืองท่าแขก
แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ด่านตรวจคนเข้าเมืองนครพนม
ตั้งอยู่ที่ถนนสุนทรวิจิตร เปิดทำการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30-18.00 น.
โดยทางปฏิบัติในการเดินทางเข้า-ออก ณ
จุดผ่านแดนถาวร อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
เนื่องจากไทยและลาวได้มีข้อตกลงกันในการยกเว้นวีซ่า
สำหรับคนไทยที่ไม่มีหนังสือเดินทางสามารถยื่นคำขอทำบัตรอนุญาตผ่านแดนได้ที่
ด่านตรวจคนเข้าเมือง บริเวณตลาดอินโดจีน
โดยผู้ยื่นคำขอต้องยื่นด้วยตัวเองพร้อมเอกสารหลักฐาน ดังนี้
-
บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา
จำนวน 1 แผ่น
-
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว
หน้าตรงไม่สวมหมวกหรือแว่นตา จำนวน 2 รูป
-
ค่าธรรมเนียมในการขอยื่นทำคำร้อง
ฉบับละ 30 บาท (วันจันทร์-ศุกร์)
และ 40 บาท (วันเสาร์-อาทิตย์)
ค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ คนละ 50
บาท
-
ค่าเรือโดยสาร คนละ 40 บาท/เที่ยว
|