หลังจากเดินทางชมตลาดเช้าของชาวเชียงคำเรียบร้อย
ผมก็ไปเก็บของที่โรงแรมและก็มารอรถที่ท่ารถเล็ก ซึ่งอยู่แถวๆ ตลาดเช้านั่นเอง
เพื่อเดินทางไปบ้านฮวก จุดหมายปลายทางผมจะไปพักที่บ้านชาวไทยลื้อ
แต่เนื่องจากผมได้คุยกับคุณลุง บุญยืน เข็มทอง คนขับรถโดยสารไปส่งผมที่บ้านฮวก
แกเล่าให้ฟังว่าหมู่บ้านของชาวไทยลื้อที่บ้านฮวกนั้น ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจแล้ว
เพราะแต่ละบ้านก็เปลี่ยนแปลงไป ทั้งบ้านเรือนและการใช้ชีวิต
ผมจึงเปลี่ยนแผนไปพักที่บ้านฮวกชายแดนลาวแทน นั่งรถไปก็คุยกับลุงไป ระยะทาง 30 กิโลเมตร เสียค่ารถ 50
บาท
ตอนที่นั่งรถสองแถวแดงช่วงที่ใกล้ถึงบ้านฮวกตรงน้ำตกภูซาง
รู้สึกถึงความเย็นสบายได้เลย อากาศช่างดีจริงๆ
เนื่องจากสองข้างทางเป็นเขตป่าเขาและสูงจากน้ำทะเลมาก ทำให้ที่บ้านฮวกนี้อากาศเย็นสบายทั้งปี
เย็นสบายจริงๆครับ ไม่ใช่พูดเล่นๆ หมู่บ้านนี้น่าไปพักแบบโฮมสเตย์จริงๆครับ เมื่อไปถึงบ้านฮวกผมช่างประทับใจในภาพที่เห็น
บ้านชาวบ้านเป็นไม้เก่าๆ อากาศเย็น ผมว่าปายที่ว่าแน่ๆ ใครได้เจอบ้านฮวกเข้าไป
คงต้องเปลี่ยนใจมาพักที่นี่แทน
บ้านฮวกเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดชายแดนไทย-ลาว
ประชากรโดยส่วนใหญ่ของหมู่บ้านมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำนา ปลูกพืชไร่ พืชสวน
มีการนำสินค้าต่างๆ มาค้าขายกับประชาชนชาวลาว ซึ่งจะมีการจัดตลาดนัดในวันทุกๆ
วันที่ 10, 20 และ 30 ของทุกเดือน
ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถแวะมาหาซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปได้
หรือจะถือว่าที่นี่เป็นจุดแวะพักชมวิถีชีวิตชาวบ้านตามแนวชายแดนระหว่างการเดินทางกลับจากภูชี้ฟ้าและผาตั้งก็ได้
อากาศที่บ้านฮวกนั้นดีตลอดปี ไม่ร้อน เป็นแหล่งโอโซน ผมจึงเรียกบ้านฮวกว่าเป็น
"หุบเขาโอโซน"
และสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่าอากาศดีจริงๆคือ ที่บ้านฮวกมีเต่าปูลูอาศัยอยู่ตามธรรมชาติด้วยครับ
ใครไปเที่ยวภูชี้ฟ้า กลับมาควรพักที่นี่สักคืนหนึ่ง
ผมเดินเล่นในหมู่บ้านฮวกไปมาสักพัก
คุยบ้านนู้นทีบ้านนี้ที ก็พอดีไปเจอรถไถผ่านมา เลยถามเขาว่าจะไปไหนกัน
เขาบอกว่าจะไปงมหอยหาปลา ผมเลยขอติดรถไปหาปลากับเขาด้วยทันที
คนที่ผมไปด้วยทราบภายหลังว่าชื่อลุงพายัพ แกมีอาชีพเป็นช่าง
และแกก็มีรถไถคันนี้ เอาไว้ขับรับจ้างทั่วไปเช่นลากของ ขนของอะไรประมาณนี้
รถไถพาผมลัดเลาะไปตามไหล่เขา ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
ก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง คืออ่างเก็บน้ำขนาดกลางๆ
และแล้วพี่พายัพและคนที่ไปกับเราด้วยอีก 3 คน
เขาก็ลงน้ำงมหอยกันหมดทุกคน
ผมเองไม่รอช้าอยากเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย
ก็เลยตามลงน้ำไปงมหอยกับเขาด้วย เจ้าหอยที่ว่านี่มีชื่อว่า
"หอยพระราชทาน"
การงมหอยต้องใช้เท้าเหยียบ ไปตามหน้าดิน หากมีหอยจะแข็งๆ
เสร็จแล้วจึงดำน้ำลงไปงมขึ้นมา ส่วนผมนั้นดำน้ำไม่ได้ ใช่ว่าดำไม่เป็นนะครับ
แต่เพราะว่ามือต้องถือกล้องถ่ายอยู่ด้วย จึงต้องใช้เท้าคีบขึ้นมา
ผมงมหอยอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ได้ประมาณ 5
ตัวได้ ส่วนเจ้าป๋องได้เป็นสิบๆตัวเลย
หอยที่ได้มานี้ส่วนใหญ่ก็เอาไปขาย เหลือเก็บไว้กินเองส่วนน้อยครับ
ผมงมหอยจนเบื่อเลยว่ายน้ำไปคุยกับพี่พายัพ
ซึ่งแกวางข่ายดักปลาในน้ำ จากการพูดคุยทำให้ได้รู้ชีวิตชาวบ้านของบ้านฮวก ส่วนใหญ่ก็ทำนาทำไร่
ส่วนพี่พายัพก็เป็นหาเช้ากินค่ำ เช่นวันนี้แกได้ปลานิลมาสัก 4-5
ตัว ก็พอกินแล้ว บางวันไม่ได้อะไรเลยแกก็เอาเงินสะสมไปซื้อหมูกิน
ส่วนไก่ที่เลี้ยงไว้จะกินเมือมีงานสำคัญเท่านั้น หรือก็ยามไม่มีอะไรจะกิน พี่พายัพแกเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผมคุยกับพี่แกจนรู้สึกกันเอง
ในที่สุดก็ขอไปพักที่บ้านแกด้วยเลย แกก็ตกลง "มีอย่างไรก็พักแบบนั้นนะถ้าพักได้ก็พักเลย
ดีใจนะที่มาพักด้วย" พี่พายัพบอกผม
เมื่อหาปลางมหอยเสร็จเขาก็เอาหอยมาย่าง
เอาปลานิลแล่เนื้อกันสดๆ ไม่ต้องทุบหัวเพราะหากทุบให้มันตายเนื้อจะไม่หวาน
ปลานิลที่แร่แล้วจะมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมะนาวมาบีบทันที
จากนั้นจึงคั้นให้เลือดปลาออกไป ก่อนจะนำมาปรุงด้วยเครื่องเคียงมีหอมแดง ตะไคร้
และก็อะไรอีกผมจำไม่ได้ เมนูจานนี้อร่อยมากๆ เขาเรียกว่า "ส้าปลา"
ช่างอร่อยเหลือเกินสำหรับผมแล้ว บอกตามตรงว่าไม่เคยกินส้าปลามาก่อน
"ผมชอบครับพี่อร่อยมากๆ"
ผมบอกพี่พายัพ พี่แกเลยรินเหล้ายาดองให้ผม กินตามด้วยส้าปลา
สุดยอดครับทานผู้อ่าน
"pan lang="th">หาปลางมหอยมาเหนื่อยๆ มาล้อมวงทำส้าปลากินกันริมอ่างเก็บน้ำ จะอร่อยมากหากไปกินที่อื่นไม่อร่อยแล้ว"
พี่พายัพบอกผม พี่พายัพเรียกการกินแบบนี้ว่า "กินข่าวป่า"
วันหยุดพักผ่อนแกจะมาแบบนี้บ่อยๆ แกบอกสนุกดี
เป็นการพักผ่อนของชาวไร่ชาวสวน ที่ผมได้ลองแล้วชอบครับ
เสร็จจากกินนั่งคุยกันไป ย่างหอยมาเสริมด้วย
หอยนี้ผมว่ามันเหนียวเกินไป กินไม่ค่อยอร่อย ผมเลยกินส้าปลาอย่างเดียว
กินกันพอได้คุยกันเสร็จแล้ว ป้าแกก็ชวนไปจับดักแด้จั๊กจั่น โฮววว มันคืออะไรเนี่ย
กินได้หรือ ผมเองไม่เคยรู้ว่าก่อนว่ามีอาหารแบบนี้ด้วย
ก็เลยตามไปเก็บภาพมาให้ชมกัน "ดักแด้จั๊กจั่น"
หรือ "เพลี้ยจักจั่น"
จะอาศัยอยู่ในป่า ที่มันอยู่จะมีใยสีขาวๆ เป็นกลุ่มๆ
เวลาจับต้องเอาสวิงตาข่ายแบบถี่ๆ หรือถุงปุ๋ยไปลอง แล้วก็เด็ดทั้งพวงลงมาใส่ถุง
ลุงพายัพบอกว่าเพลี้ยจักจั่นแบบนี้ หากินยากมาก เวลากินเอาไปคั่ว
กินแกล้มเหล้าหรือกินกับข้าวก็อร่อยเป็นที่สุด
ขนาดชาวบ้านที่ไปด้วยกันยังไม่รู้จัก เมนูนี้ช่างสุดยอดจริงๆ
เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่ารสชาดเป็นอย่างไร เพราะวันนี้แกยังไม่ได้ทอด
จะไปทอดวันหลังครับ
คืนนี้ผมหาปลางมหอยจนเหนื่อย
กับไปแฟนของพี่พายัพแกก็ทำอาหารให้กินอีกรอบ คราวนี้ผมกินจนอิ่มเลยอร่อยด้วย
ผมนั่งคุยกับพี่แกสักพัก ก็ขอตัวนอนพักผ่อน
พรุ่งนี้จะตื่นมาดูตลาดชาวบ้านยามเช้า และชื้อไก่มาให้พี่เขาทำกับข้าว
คืนนี้ขอตัวนอนก่อนครับ เจอกันพรุ่งนี้ ขอบขอบคุณครอบครัวพี่พายัพทุกคน
ที่ดูแลผมเป็นอย่างดี หากเพื่อนๆจะไปบ้านฮวก ไปสูดอากาศที่หุบเขาโอโซนอย่างผม
ติดต่อพี่พายัพตามที่อยู่ด้านล่างนี้เลยครับ
|
ติดต่อพักโฮมสเตย์หุบเขาโอโซนบ้านฮวก
คุณลุงบุญยืน เข็มทอง
081-784-4194
บ้านฮวก ม. 3 ต.ภูซาง อ.ภูซาง
จ.พะเยา
(คุณลุงที่ขับรถรับผมมาจากเชียงคำ)
|