|
ดานัง : เมืองแห่งประวัติศาสตร์
ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวของเวียดนามกลาง
ดานังดูจะได้เปรียบในเรื่องความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวมากที่สุด
เพราะมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าเยี่ยมชมอย่างพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
หาดทรายขาวที่ขึ้นชื่ออย่างไบเบียนนอนเนื้อก
และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของภูเขาหินอ่อน
สิ่งเหล่านี้เองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่งทุกมุมโลก
จนทำให้อดีตหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้กลับกลายเป็นเมืองท่าที่น่าเยี่ยมชมที่สุดแห่งหนึ่งของเวียดนาม
เมืองเอกของจังหวัดกว่าง นาม เมืองดานัง
ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำห่าน อยู่ระหว่างภาคกลางของประเทศเวียตนาม
ห่างจากเมืองเว้ประมาณ 108 กิโลเมตร
ดานังในอดีตเคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง
แต่ภายหลังที่แม่น้ำทูโบนเริ่มตื้นเขิน ดานังจึงถูกพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าแทนที่
จนกลายเป็นเมืองท่าสำคัญ ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศเวียดนาม
ในสมัยยุคอาณานิคม
ฝรั่งเศสได้ยกพลขึ้นบกที่เมืองดานังเมื่อปี พ.ศ. 2401
ก่อนที่จะยึดเวียดนามเป็นอาณานิคมไว้ได้ในปี พ.ศ. 2426
และในช่วงของสงครามเวียดนาม อเมริกาได้ใช้เมืองดานังเป็นฐานทัพอากาศในการโจมตีเวียดนามเหนือ
เห็นได้จากร่องรอยของสงครามที่มีเหลืออยู่ เช่น
โรงเก็บเครื่องบินเก่าของอเมริกันและสถานกงสุลเก่าของเอมริกันบนถนนแบ๊กดัง
ปัจจุบันดานังเป็นเมืองท่าที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะด้วยคุณลักษณะภูมิประเทศที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน
สะดวกต่อการคมนาคมขนส่ง มีสนามบินนานาชาติดานังไว้รองรับการเดินทางเข้ามาของชาวต่างชาติ
อีกทั้งสถานที่องเที่ยวก็น่าสนใจหลายแห่ง
ดานัง หรือจังหวัดกว่างนาม
ดานัง ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำหาน
เมืองนี้เติบโตขึ้นมาจากหมู่บ้านชาวประมงจนกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญและใหญ่เป็นอันดับ
4 ของประเทศ
เมื่อครั้งอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ทูแรน
ทว่าเมืองดานังกลับมีชื่อเสียงติดปากชาวต่างชาติก็เนื่องมาจากสงครามเวียดนาม
เพราะนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาชุดแรกจำนวน 3,500 คน
ได้ยกพลขึ้นบกที่นี่เมื่อปี พ.ศ. 2508 และหลังจากนั้นอีกเพียง 10 ปี
กองกำหลังคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์
ก็เคลื่อนพลผ่านไปได้อย่างสบายเพื่อไปยึดเวียดนามใต้
จนย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 19
เมืองนี้จึงกลับมาเจริญอีกครั้งภายหลังที่สภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมฮอยอันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
แม่น้ำหลายสายเปลี่ยนเส้นทาง เนื่องจากแม่น้ำทูโบนเกิดตื้นเขินและกีดขวางการสัญจรทางทะเล
เมืองท่าดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ในฐานะเมืองท่าและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดในเขตภาคกลางของเวียดนาม
ผลผลิตเด่นๆ ของจังหวัดนี้ได้แก่ อบเชยจากตรามี พริกไทยจากเตียนเฟือก
ยาสูบจากกามเล ผ้าไหมจากฮวาวาง หญ้าฝรั่นจากตามกี
และรังนกนางแอ่นจากหมู่เกาะนอกชายฝั่ง
ปัจจุบันเมืองดานังกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
มีตึกรามบ้านช่อง โรงแรมร้านอาหารสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย
เพราะความที่เป็นเมืองท่าสะดวกต่อการคมนาคมขนส่ง มีสนามบินนานาชาติดานังที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวในเขตภาคกลาง
ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่โบราณสถานหมี่เซินที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลก
พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมของจามที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคสมัยใด
แหล่งหินอ่อนบนภูเขาธาตุทั้งห้า และชายหาดนอนเนื๊อกที่ชาวต่างชาติยกย่องว่าสวยงามไม่แพ้ชายหาดใดในโลก
ทำให้ปัจจุบันดานังไม่ได้เป็นแค่เมืองท่าริมแม่น้ำหานที่ใช้เพียงขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
แต่ยังทำหน้าที่เป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่งทุกมุมโลกอีกด้วย
การเดินทางจากประเทศไทย
ทางรถยนต์ จากตัวเมืองในจังหวัดมุกดาหารสู่แขวงสะหวันนะเขต
ประเทศลาว จากนั้นนั่งรถโดยสารประจำทางบริเวณสถานีขนส่งในแขวงสะหวันนะเขต
มาตามทางหลวงหมายเลข 9 ไปยังด่านลาวบ๋าว พรมแดนเวียดนาม ระยะทางประมาณ
250 กิโลเมตร เข้าสู่ประเทศเวียดนาม จากนั้นนั่งรถอีก 270 กิโลเมตร
โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1A ผ่านเมืองเว้ ก็จะมาถึงตัวเมืองดานัง
รวมระยะทางทั้งหมดจากจังหวัดมุกดาหารของไทยไปยังเมืองดานังประมาณ 520
กิโลเมตร
ทางอากาศ ปัจจุบันสายการบิน
พีบี.แอร์ มีบริการเที่ยวบินตรงสู่สนามบินนานาชาติดานัง ในเมืองดานัง
ประเทศเวียดนามสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน คือ วันอังคาร พฤหัส และเสาร์
ใช้เวลาบินเพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สายการบิน พีบี.แอร์ โทรศัพท์ 02-2610220-5
www.pbair.com
การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองดานัง
1.ใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
สำหรับการเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวภายในตัวเมืองคุณสามารถเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่มีให้บริการอยู่ย่านใจกลางเมือง
แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากนัก
เพราะการจราจรในตัวเมืองดานังค่อนข้างคับคั่ง
คุณเองอาจจะไม่เคยชินกับเสียงบีบแตรจากรถที่มีให้คุณได้ยินตลอดทั้งวัน
2.ใช้บริการของสามล้อถีบ แนะนำให้ใช้บริการของซิโคล่
หรือสามล้อถีบจะเหมาะกว่า แม้จะไม่รวดเร็วเท่ากับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
แต่คุณจะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ในการเที่ยวชมเมืองแบบไม่มีอะไรมาบดบัง
เพราะคนให้บริการจะปั่นจักรยานอยู่ด้านหลัง
สิ่งสำคัญคุณควรตกลงเรื่องราคาและสถานที่ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ห่างไกลออกไปจากตัวเมือง
เช่น หาดไบเบียงนอนเนื๊อก ภูเขาหินอ่อน โบราณสถานหมี่เซิน แนะนำให้ซื้อแพ็กเก็จทัวร์จากบริษัทผู้ประกอบการจะสะดวกกว่าเดินทางไปด้วยตนเอง
ทางน้ำ ภายหลังที่แม่น้ำทูโบนในเมืองฮอยอันเริ่มตื้นเขิน
จนเรือขนส่งสินค้าจากชาวตะวันตกไม่สามารถจอดเทียบท่าได้ ดานังจึงถูกเลือกขึ้นมาเป็นเมืองท่าแทนที่
มีเรือขนส่งสินค้าทั้งจากภายในประเทศและต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายจำนวนมาก
เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้ดานังกลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคักแห่งหนึ่งของเวียดนาม
แต่อย่างไรก็ดี เมืองดานังก็ยังคงรักษาวิถีแบบเดิมๆ ให้ควาบคู่ใปกับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้อย่างลงตัว
เสน่ห์ของการท่องเที่ยวทางน้ำในดานังอาจไม่ใช่การเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอันสง่างามริมฝั่งแม่น้ำหอมเหมือนในเมืองเว้
แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็นคือ บรรยากาศของเมืองที่คึกคักไปด้วยผู้คน
เรือสินค้าที่จอดเรียงรายอยู่ริมฝั่งน้ำหวาน
ควบคู่ไปกับเรือที่ชาวบ้านใช้ออกหาปลา
ตลอดจนตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่สีสันสดใส
โดยเฉพาะในยามเย็นที่ดวงอาทิตย์ลาลับไป
แล้วถูกแทนที่ด้วยแสงไฟจากตึกรามบ้านช่อง
ยิ่งทำให้เมืองท่าริมแม่น้ำหานมีเสน่ห์ยิ่งนัก
ด้วยความที่ดานังเป็นเมืองศูนย์กลางของเวียดนามกลาง
มีแม่น้ำหานสายใหญ่ไหลผ่าน เอื้อต่อการคมนาคมขนส่ง มีสนามบินนานาชาติดานังที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางท่องเที่ยวและลงทุน
บรรยากาศจึงคึกคักไปด้วยผู้คนสมกับเป็นเมืองท่าเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ดี
เมืองท่าริมแม่น้ำหานแห่งนี้ก็ยังอุดมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเช่นกัน
ทั้งธรรมชาติที่น่าเยี่ยมชมอย่างภูเขาหินอ่อน หาดทรายขาวขึ้นชื่อที่ไบเบียนนอนเนื๊อก
วิถีชีวิตชาวประมงที่ใช้เรือไม้ไผ่ออกหาปลาที่อ่าวดานัง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของชาวจามที่รวบรวมไว้ให้คุณได้ชมที่พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
งานศิลปะผ้าไหมปัก
เอกลักษณ์อันโดดเด่นที่หาชมได้จากเวียดนามเพียงแห่งเดียว นอกจากนี้
ดานังยังใกล้เคียงเมืองมรดกโลกถึงสองแห่ง ทั้งโบราณสถานหมี่เซิน
หลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรจามปา ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
และฮอยอันเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำทูโบน ที่มีตึกสีเหลืองสวยสไตล์โคโลเนียล
และวิถีชีวิตชาวเมืองเก่าให้เยี่ยมชม
ที่พักเมืองดานัง
สิ่งแรกที่คุณควรทำเมื่อมาเยือนเมืองดานัง
คือ การหาที่พักที่ตั้งอยู่ใกล้ริฝั่งแม่น้ำหาน
เพราะนอกจากจะเดินทางเที่ยวชมเมืองได้สะดวกแล้ว
ยังอยู่ไม่ไกลจากถนนคนเดินเลียบริมแม่น้ำหาน
สถานที่พักผ่อนหย่อนใจใกล้เมืองของชาวดานังที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามน่าชม
ลักษณะของที่พักส่วนใหญ่ในตัวเมืองดานัง
จะอยู่ในรูปแบบของโรงแรมที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก
มีให้เลือกหลากหลายราคา
แต่ทางที่ดีแนะนำให้เลือกพักกับโรงแรมที่สามารถเปิดหน้าต่างรับลมชมวิวได้
เพราะปัญหาอย่างหนึ่งของเมืองท่าเศรษฐกิจแห่งนี้คือ
ปริมาณไฟฟ้าไม่พอใช้
ทำให้บางครั้งคุณอาจพบกับเหตุการณ์ไฟดับได้ในยามค่ำคืน
ร้านอาหารเมืองดานัง
นอกจากดานังจะได้เปรียบในเรื่องความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว
ในเรื่องของอาหารการกินก็ดูจะได้เปรียบกว่าเมืองอื่นในเวียดนามกลางเช่นกัน
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ถูกขนาบข้างด้วยสองฟากฝั่งน้ำ
ทั้งทะเลสาบน้ำจืดและทะเลน้ำเค็ม
อาหารการกินส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นพวกเมนูปลาที่นำมาปรุงรสเป็นหลากหลายเมนู
คุณสามารถหารับประทานได้จากภัตตาคารภายในตัวเมือง
แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศในการรับประทานอาหาร
แนะนำให้ใช้บริการของเรือมังกรดินเนอร์ที่อยู่ริมแม่น้ำหาน
ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
โดยเรือจะล่องในตอนเย็นใช้เวลาเดินทางไป-กลับ ประมาณ 2 ชั่วโมง
นอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารเวียดนามแบบครบเซ็ตแล้ว
คุณยังจะได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของตึกรามบ้านช่องสองฟากฝั่งน้ำที่ถูกตกแต่งด้วยแสงไฟในยามค่ำคืน
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองดานัง
แม่น้ำหาน (Han
River)
ภายหลังที่แม่น้ำทูโบนในเมืองท่าเก่าอย่างฮอยอันเริ่มตื้นเขิน
เนื่องจากแม่น้ำหลายสายเปลี่ยนเส้นทาง
เรือขนส่งสินค้าจากต่างแดนไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นเมืองท่าแทนที่ฮอยอัน
เพราะด้วยลักษณะภูมิประเทศของดานังที่มีแม่น้ำหานไหลผ่านใจกลางเมือง
สะดวกต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
แต่แม่น้ำหานก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสายน้ำเศรษฐกิจที่นำพาความเจริญมาสู่เวียดนามกลาง
ทว่าแม่น้ำสายนี้ยังมีความสวยงามของทัศนียภาพที่ผสมผสานระหว่างเมืองท่าที่คึกคักและธรรมชาติที่สวยงามของขุนเขาน้อยใหญ่ได้อย่างลงตัว
หากคุณมาเยือนเมืองท่าดานังก็ควรหาเวลามาเดินเล่นที่ถนนเลียบแม่น้ำหาน
เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เดินทางมาสะดวก
มีทางเลียบแม่น้ำที่ตกแต่งสวยงามด้วยสวนหย่อมสีเขียว
วิวทิวทัศน์ก็สวยงามน่าชมตั้งแต่ นอกจากนี้ยังมีเรือดินเนอร์ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
โดยระหว่างล่องเรือคุณจะได้ลิ้มรสอาหารเวียดนามไปพร้อมกับชมความสวยงามของแสงสีในยามค่ำคืน
นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
โบสถ์คริสต์ (Danang
Cathedral)
ที่ตั้ง :
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดานัง ติดกับถนนตรันฝู เยื้องกับโรงแรมแบมบูกรีน
จุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ในประเทศเวียดนาม
เริ่มจากมิชชันนารีตะวันตกพวกแรกได้เดินทางเข้ามาทางอ่าวตังเกี๋ยทางภาคเหนือของเวียดนามในปี
พ.ศ. 2076 และเผยแผ่เข้าสู่เวียดนามกลางอย่างถาวรเมื่อปี พ.ศ. 2158
โดยคณะมิชชันนารีโปรตุเกส โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466
สมัยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จุดเด่นของโบสถ์ดานังแห่งนี้คือตึกสไตล์กอทิธสีชมพู
ที่สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของดานัง
ภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลายอันประณีต
ถัดเข้าด้านในเป็นห้องโถงอันกว้างขวาง ตกแต่งด้วยกระจกสีสันสวยงาม
ชาวเมืองจะเดินทางมาที่โบสถ์แห่งนี้ในตอนเช้าและตอนเย็นของทุกวัน
โดยเฉพาะวันอาทิตย์จะคลาคล่ำไปด้วยจักรยานยนตร์ของชาวเมืองที่เดินทางมาเข้าโบสถ์
นับเป็นศูนย์รวมของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เหนียวแน่นอีกแห่งหนึ่งของเวียดนาม
วัดกวางมินห์ (Quang
Minh Temple)
ภายในตัวเมืองดานังมีวัดทางพระพุทธศาสนาที่น่าสนใจอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง
ตั้งแต่วัด Phap Lam ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2479
มีจุดเด่นอยู่ที่พระพุทธรูปปูนปั้นพระสังคจายองค์ใหญ่ที่ตั้งยู่ภายในวัด
ถัดลงมาทางใต้ตรงข้ามกับถนน Phan Chu Trinh เป็นที่ตั้งของวัด Pho Da
สร้างขึ้นในปี พ. ศ. 2466 นับเป็นวัดเก่าแก่ในดานังที่มีสถาปัตยกรรมที่น่าเยี่ยมชม
ภายในมีโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับผู้ที่สนใจ ส่วนวัดกวางมินห์
เพราะเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวที่สูงราว 36 เมตร
นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตเวียดนามกลาง ชาวดานังและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนก็นิยมมาสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล
บรรยากาศภายในวัดค่อนข้างเงียบสงบ
ร่มรื่นไปด้วยร่มเงาของต้นไม้น้อยใหญ่
วัดกาวได๋ (Cao
Dai Temple)
เมื่อคุณมาเยือนวัดกาวได๋ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ
ความแตกต่างจากวัดทั่วไปในศาสนาพุทธ
ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างความศรัทธากับวัฒนธรรมอันหลากหลาย
เห็นได้จากการตกแต่งผนังโบสถ์ด้วยรูปปูนปั้นของพระเยซู ขงจื้อ
พระพุทธเจ้า พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ
ถัดเข้ามาภายในคุณจะพบกับสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของลัทธินี้ คือ
ลูกกลมที่ทำจากกระดาษระบายสีเป็นรูปดวงตาที่มีรัศมีของดวงอาทิตย์ล้อมรอบ
วางอยู่ตรงกลางแท่นบูชา รอบๆ มีพระพุทธรูป ขงจื๊อ เล่าจื๊อ นักบุญ
และเทพเจ้าทั้งหลายประดิษฐานอยู่
ตามหลักการของลัทธินี้ที่พยายามนำเอาความศรัทธาทั้งหมดที่มีอยู่ในเวียดนามมาอยู่ภายใต้ผู้สร้างสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
คือ กาวได๋ โดยเริ่มจาก 3 ศาสนาหลักก่อน คือ พุทธ เต๋า ขงจื๊อ
แต่ต่อขยายไปถึงศาสนาคริสต์ อิสลาม และลัทธิตามความเชื่ออื่นๆ
อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ (War
Meorial)
แม้ว่าเมืองเว้จะไม่ใช่สมรภูมิรบอันดุเดือดถ้าเทียบกับเมืองด่งฮา
จังหวัดกวางตรี ซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหาร DMZ
แต่เมืองท่าริมแม่น้ำหานแห่งนี้ก็ยังมีสิ่งหลงเหลือจากสมัยสงครามให้ได้เยี่ยมชม
ตั้งแต่อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ
ที่คุณสามารถพบเห็นได้ในทุกใจกลางเมืองของประเทศเวียดนาม
ลักษณะเป็นแท่งหินสูง
ด้านหน้าเป็นแท่นบูชาใช้สำหรับรำลึกถึงวีรบุรุษผู้กล้าหาญ บริเวณรอบๆ
รายล้อมด้วยสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
ถัดออกมาทางเหนือของเมืองตามชายฝั่งทะเล มีฐานทัพอากาศเก่าๆ
อยู่แห่งหนึ่ง ปัจจุบันใช้เป็นที่ฝึกอบรมของกองทัพเวียดนาม
และสถานกงสุลเก่าของอเมริกาที่ตั้งอยู่บนถนนแบ็กดัง
เลียบขนานไปกับแม่น้ำหาน
หัตถกรรมผ้าปัก (XQ
Danang Silk Hand Embroidery)
หัตถกรรมผ้าปัก : ร้านผ้าไหมปัก XQ ย่านใจกลางเมือง
ภายในร้านแบ่งออกเป็น 3 ชั้น จัดวางงานอย่างสวยงามลงตัวตามห้องต่างๆ
เริ่มจากชั้นที่ 1
ที่จัดแสดงงานผ้าไหมปักเป็นภาพที่เล่าเรื่องราวถึงวิถีชีวิตของชาวเวียดนามสมัยครั้งที่ยังพึ่งพิงธรรมชาติ
จนเข้าสู่ยุคของการสูญเสียจากสงครามอินโดจีน ถัดมาที่ชั้น 2
จัดเป็นห้องรับแขกที่พร้อมต้อนรับคุณด้วยน้ำชารสดี
ให้คุณได้นั่งลิ้มรสชาไปพร้อมกับชมความสวยงามของผลงานผ้าปักที่จัดแสดง
นอกจากนี้ยังมีห้องที่จัดแสดงชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายของ 3
เมืองหลวงที่หาดูได้ยาก ตั้งแต่เมืองดานัง เว้ และไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน
ส่วนขั้นตอนในการทำผ้าไหมปักนั้นจะอยู่บริเวณชั้น 3
ซึ่งต้องขออนุญาตจากพนักงานก่อนขึ้นไปชม
ก่อนกลับจะเลือกซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือก็ได้
แต่ผลงานแต่ละชิ้นราคาค่อนข้างแพง
สมกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นยอดของชาวเวียดนามที่หาชาติใดเสมอเหมือน
พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมของจาม (Museum
of Cham Scupture)
ที่ตั้ง :
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดานัง
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการทราบความเป็นมาของชนชาติจามที่รุ่งเรืองมาก่อนอาณาจักรใดๆ
ในภูมิภาคนี้ต้องไม่พลาดการเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
เพราะได้ทำการรวบรวมหลักฐานต่างๆ จัดแสดงไว้มากมาย
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของประติมากรรมที่แกะสลักจากหินและสำริด
พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมของจาม
ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของฝรั่งเศส (Ecole
Francaise d Extreme Orient) เมื่อปี พ.ศ. 2479
นิทรรศการถูกจัดแสดงไว้ตามห้องต่างๆ ที่สะท้อนถึงยุคสมัยทั้ง 4
ยุคตามแหล่งกำเนิดของอารยะธรรม ได้แก่ หมี่เซิน ตราเกียว ด่งเดือง และทาพเมิม
ส่วนชั้นบนของพิพิธภัณฑ์มีการแสดงภาพที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาวจามไว้อย่างน่าสนใจ
ถัดมาด้านนอกมีระเบียงที่สามารถชมวิวทิวทัศน์ของเมืองท่าริมแม่น้ำหานได้อย่างสวยงาม
อ่าวดานัง (Danang
Bay)
ที่ตั้ง :
ห่างออกมาจากตัวเมืองดานังขึ้นมาทางทิศเหนือราว 15 กิโลเมตร
คุณจะได้พบกับชายหาดที่ทอดยาวขนานไปกับทิวเขาสลับซับซ้อน
หรือที่ชาวเวียดนามเรียกกันว่า อ่าวดานัง
แม้ว่าที่นี่จะไม่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของหาดทรายที่ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าครามเหมือนชายหาดขึ้นชื่ออย่างนอนเนื๊อก
แต่สิ่งที่คุณจะได้พบเห็นคือวิถีชีวิตชาวบ้านที่ใช้เรือกระจาดออกหาปลา
เรือที่ใช้ไม้ไผ่สานทั้งลำชันด้วยยา
พาหนะล่องลอยเหนือผืนน้ำที่หาดูได้จากที่นี่เพียงแห่งเดียว
ลักษณะของอ่าวดานังเป็นหาดทรายสีน้ำตาลเข้ม
เต็มไปด้วยเรือกระจาดที่จอดเรียงรายอยู่ริมชายฝั่ง
ตลอดจนเรือที่ออกหาปลาอยู่กลางทะเล
ทำให้ที่นี่เหมาะแก่การมาเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์มากกว่าจะลงเล่นน้ำ
สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งโรงแรมและร้านอาหารก็ยังมีไม่มากนัก
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนั่งรถมาเพื่อชมวิวเพลินๆ
จากนั้นก็จะกลับไปพักในตัวเมือง
หาดนอนเนื๊อก (Non
Nuoc Beach)
ที่ตั้ง :
อยู่ใกล้กับหมู่บ้านนอนเนื๊อก เป็นหาดทรายที่เงียบสงบและสวยงาม
ทอดตัวยาวไปทางด้านทิศใต้
ในสมัยสงครามเวียดนาม หาดไบเบียนนอนเนื๊อกหรือที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า
หาดจีน
อดีตเคยใช้เป็นสถานที่ที่พวกทหารอเมริกันใช้เป็นแหล่งพักผ่อนคลายเครียดในระหว่างพักรบช่วงสงครามเวียดนาม
จุดเด่นของหาดจีนอยู่ที่ความสวยงามของหาดทรายสีขาวละเอียดตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าคราม
ทอดยาวขนานไปกับความรามรื่นของทิวมะพร้าว
บรรยากาศเงียบสงบเหมาะทั้งลงเล่นน้ำและพักผ่อนหย่อนใจ
การเดินทางก็แสนสะดวกเพราะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง
ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกก็เพียบพร้อมทั้งที่พักและร้านอาหาร
ทำให้ชาวเวียดนามนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้มาเยือนเมืองดานังเองก็มักจะไม่พลาดการมาเที่ยวชมความสวยงามที่ชายหาดแห่งนี้เช่นกัน
ภูเขาหินอ่อน (Marble
Mountains)
ที่ตั้ง :
อยู่ทางทิศใต้ของเมืองดานัง ประกอบด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ 5 ลูก
ชาวเวียดนามจึงเรียกภูเขาหินอ่อนนี้อีกชื่อว่า ภูเขาแห่งธาตุทั้งห้า
อดีตภูเขาเหล่านี้เคยเป็นกลุ่มของเกาะนอกชายฝั่ง 5 เกาะ
แต่เนื่องมาจากการตกตะกอนปีแล้วปีเล่าทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่
ภายในภูเขามีแท่นบูชาของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าองค์อื่นๆ
ตามความเชื่อของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น
ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ถุ่ยเซิน
ซึ่งในอดีตชาวจามเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ปัจจุบันถ้ำแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาอยู่เช่นเดิม
สำหรับจุดน่าสนใจในการเที่ยวชมภูเขาหินอ่อนแห่งนี้เริ่มตั้งแต่บริเวณทางขึ้นที่มีร้านค้าที่แกะสลักหินอ่อนเป็นลวดลายต่างๆ
ให้เลือกซื้อเลือกชม จากนั้นผ่านบันไดทางขึ้นค่อนข้างชันมายังลานด้านบน
มีทางเดินต่อไปยังจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองดานังท่ามกลางขุนเขาบริวารน้อยใหญ่ได้อย่างสวยงาม
ตลอดจนถ้ำที่ดูลึกลับหลายแห่ง
ขากลับแนะนำให้เดินลงอีกด้านหนึ่งเพราะเป็นเส้นทางที่จะพาคุณไปสู่จุดชมวิวที่มองเห็นผืนน้ำสีฟ้าครามของท้องทะเลดานังได้กว้างไกลสุดสายตา
และเจดีย์ทรงเก๋งที่มีความสำคัญภายในภูเขาหินอ่อนอันเป็นจุดสุดท้ายของการเที่ยวชม
***
ขอขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก
www.oceansmile.com
(ส่วนหนึ่งผมเขียนเอง)
จำเป็นต้องขอทางเจ้าของก่อนนำไปใช้นะครับ
***
|
โรงแรมในดานัง
ประเทศเวียดนาม 
|
|