จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre)
mr.hotsia travel เวียดนาม เบ๊นแจ(Bến Tre) HOT07934
จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) เมืองมะพร้าวแห่งสามเหลี่ยมแม่น้ำโขง
ถ้าคุณถามผม mr.hotsia ว่าที่ไหนในเวียดนามที่กลิ่นมะพร้าวอบอวลจนแทบจะสัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถ คำตอบของผมคือ จังหวัดเบ๊นแตร (Ben Tre) จังหวัดริมแม่น้ำโขงแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของมะพร้าวในเวียดนามอย่างแท้จริง ด้วยพื้นที่ที่เกิดจากดินตะกอนของแม่น้ำโขง ทำให้ดินที่นี่อุดมสมบูรณ์จนต้นมะพร้าวขึ้นเต็มไปหมด ผมเดินทางมาจากโฮจิมินห์ซิตีเพียง 85 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งบนรถตู้สบายๆ ของบริษัทไหมหลิน (Mai Linh) ซึ่งเป็นบริการที่ผมแนะนำสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสความจริงใจของชาวบ้านเวียดนามในเส้นทางนี้ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางจากโฮจิมินห์ไปเบ๊นแตร)
มะพร้าวและลูกอมมะพร้าวที่นี่คือไฮไลท์
เดินเข้าเมืองเบ๊นแตร สิ่งแรกที่คุณจะได้กลิ่นและเห็นคือมะพร้าวในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ต้นมะพร้าวที่ขึ้นเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ลูกอมมะพร้าวที่มีขายตั้งแต่ริมทางจนถึงห้างใหญ่ในเมือง ผมได้ชิมลูกอมมะพร้าวที่นี่แล้วบอกเลยว่าสด หวาน และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจนต้องซื้อกลับไปฝากเพื่อนๆ ที่บ้าน (อ่านเรื่องลูกอมมะพร้าวเบ๊นแตร)
อาหารท้องถิ่นที่นี่ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปลาไหลย่างที่ผมได้ชิมที่ร้านอาหารแถวสะพานข้ามแม่น้ำเบ๊นแตร รสชาติเข้มข้น กลิ่นหอมของสมุนไพรและการย่างที่แห้งกำลังดี ทำให้ปลาไหลมีความกรอบนอกนุ่มใน เข้ากันได้ดีกับไวน์เวียดนามที่ราคาถูกกว่าไทยมาก ซึ่งผมชอบเอาไวน์ที่ซื้อจากห้างโคออป (Co.op Mart) มาดื่มคู่กันในตอนค่ำ (อ่านรีวิวเดินเล่นกลางคืนที่เบ๊นแตร)
ล่องเรือในสวนมะพร้าวและวิถีชีวิตริมแม่น้ำ
หนึ่งในความทรงจำประทับใจที่สุดของผมที่เบ๊นแตรคือการซื้อทัวร์ครึ่งวันล่องเรือในสวนมะพร้าวที่กระจายตัวอยู่ตามลำน้ำเล็กๆ รอบเมือง การนั่งเรือแจวผ่านป่าชายเลนที่ร่มรื่นและเย็นสบาย ทำให้ผมได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่ผูกพันกับแม่น้ำโขงอย่างแท้จริง ทั้งการทำขนมจากมะพร้าว การเผาอิฐจากดินตะกอน รวมถึงการจับปลาแบบดั้งเดิม (อ่านเรื่องเตาเผาอิฐเบ๊นแตร)
ระหว่างทางเรือ ผมได้เห็นชาวบ้านพายเรือหาอาหารตามวิถีชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แม่น้ำโขงที่นี่นอกจากจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการเดินเรือแล้ว ยังเป็นที่พักผ่อนและแหล่งอาหารที่สำคัญของชาวบ้านอีกด้วย
อาทิตย์ตกดินที่สะพานข้ามแม่น้ำเบ๊นแตร
ผมไม่อยากให้ใครพลาดกับประสบการณ์ชมอาทิตย์ตกดินบนสะพานข้ามแม่น้ำโขง หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่าแม่น้ำเบ๊นแตร สะพานนี้สูงและทอดตัวข้ามแม่น้ำ ทำให้มองเห็นวิวท้องฟ้ากว้างและเงาสะท้อนน้ำเป็นภาพที่งดงามมาก ช่วงเวลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจะเปลี่ยนแม่น้ำให้เป็นผืนทองคำเหลืองอร่าม นี่คือหนึ่งในภาพที่ผม mr.hotsia ยังจำได้ไม่ลืม (อ่านรีวิวอาทิตย์ตกดินที่แม่น้ำโขงเมืองเบ๊นแตร)
เดินเล่นยามค่ำคืนและบรรยากาศริมทะเลสาบกลางเมือง
หลังจากพระอาทิตย์ตก ผมมักจะเดินเล่นในเมืองยามค่ำคืน โดยเฉพาะริมทะเลสาบใจกลางเมืองที่มีบรรยากาศเงียบสงบคล้ายหนองจองคำของแม่ฮ่องสอน ที่นี่มีร้านค้าท้องถิ่นตั้งแผงขายของกินเล่นและของฝากเล็กๆ น้อยๆ ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นและเรียบง่ายของชีวิตคนเบ๊นแตร
บริเวณสวนสาธารณะกลางเมืองยังมีงานประติมากรรมและอนุสาวรีย์ที่ประดับไฟสวยงามในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านและวัยรุ่นมานั่งเล่น เต้นบีบอย สร้างบรรยากาศที่คึกคักและมีชีวิตชีวา ผมชอบแวะซื้อไวน์ที่ห้างโคออปแล้วกลับไปเปิดที่ร้านอาหารข้างที่พัก จิบไวน์พร้อมปลาไหลย่างที่สั่งมาเป็นมื้อเย็นแบบไม่ต้องเร่งรีบ
ที่พักและการเดินทางในเบ๊นแตร
ถ้าถามเรื่องที่พักในเมืองเบ๊นแตร ผมพักแถวสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นทำเลที่ดี เพราะเดินไม่ไกลจากตลาดและทะเลสาบ ในเมืองนี้มีโรงแรมไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ราคาห้องพักคืนละประมาณ 400-600 บาท ซึ่งผมว่าเหมาะสมกับคุณภาพและบรรยากาศที่นี่ หากใครยังไม่แน่นอนเรื่องเวลา สามารถวอล์กอินมาหาที่พักเองได้ หรือจองผ่านอโกด้าไว้ก่อนก็สะดวกดี
สำหรับการเดินทางมายังเบ๊นแตร คุณสามารถขึ้นรถประจำทางจากสถานีขนส่งสายใต้ที่โฮจิมินห์ หรือเลือกซื้อทัวร์ที่รวมเส้นทางนี้ไว้เลยก็ได้ โดยทัวร์ส่วนใหญ่มักจะแวะที่เบ๊นแตรก่อนจะต่อไปยังเกิ่นเทอ (Can Tho) เพื่อชมตลาดน้ำที่มีชื่อเสียง (ข้อมูลการเดินทางจากโฮจิมินห์ไปเบ๊นแตร)
สรุปความประทับใจจาก mr.hotsia
เบ๊นแตรเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขง เป็นเมืองที่ผม mr.hotsia รู้สึกได้ถึงความสงบและอบอุ่นของชุมชนท้องถิ่น กลิ่นมะพร้าวที่อบอวล ทุกเมนูที่เกี่ยวกับมะพร้าวที่ผมได้ชิม และบรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำล้วนสร้างความทรงจำที่ผมอยากบอกต่อให้ทุกคนได้สัมผัสด้วยตัวเอง
ถ้าคุณกำลังวางแผนเดินทางไปเวียดนาม อย่าลืมแวะมาเยือน เมืองเบ๊นแตร จังหวัดมะพร้าวแห่งนี้ รับรองว่าคุณจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างและประทับใจไม่รู้ลืม