เที่ยวเดียนเบียนฟู
mr.hotsia travel เวียดนาม เดี่ยนเบียน(Điện Biên) HOT07919
เที่ยวเดียนเบียนฟู: เมืองสงครามสู่เมืองแห่งวิถีชีวิตและชาวไทยดำ
ถ้าพูดถึงเดียนเบียนฟู หลายคนคงจะนึกถึงสมรภูมิประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเวียดนามเหนือ แต่สำหรับผม mr.hotsia แล้ว เดียนเบียนฟูไม่ได้มีแค่เรื่องราวสงครามเท่านั้น มันคือเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิต วิถีชุมชน และวัฒนธรรมไทยดำที่ยังคงสดใสและอบอุ่นอย่างน่าประทับใจ
เส้นทางเดินทางจากไทยสู่เดียนเบียนฟู
เส้นทางที่ผมใช้มาเดียนเบียนฟูนั้นสะดวกและน่าสนใจมาก เริ่มต้นจากด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามแดนไปฝั่งห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว จากนั้นนั่งรถเข้าเมืองอุดมไชย ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง พักค้างคืนที่นี่ราคาที่พักไม่แพง คืนละประมาณ 200 บาท อยู่ใกล้ขนส่งสะดวกดี จากนั้นจากอุดมไชยนั่งรถไปเมืองขวาอีก 4 ชั่วโมง พักเมืองขวาสักคืน ก่อนจะออกเดินทางเช้าตรู่ไปเดียนเบียนฟู ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงถึงตัวเมือง
เส้นทางนี้แม้จะยาวแต่เต็มไปด้วยบรรยากาศของภูเขาและหมู่บ้านชาวไทยดำตลอดทาง ช่วงที่ผมนั่งรถผ่านจะเห็นชาวไทดำใส่ชุดประจำเผ่าเดินริมถนน ทุ่งนาสีเขียวและภูเขาสลับซับซ้อนคล้ายกับเส้นทางไปปายของไทยเลยทีเดียว
เมืองเดียนเบียนฟู: ชุมชนไทยดำและชีวิตที่อบอุ่น
เดียนเบียนฟูในวันนี้ไม่ใช่แค่เมืองสงครามเก่า แต่เป็นเมืองที่ชาวไทยดำหรือที่เขาเรียกว่า “ไตลำ” อาศัยอยู่กันหนาแน่น บ้านเรือนส่วนใหญ่ที่ผมเดินผ่านล้วนมีคนไทยดำพูดไทยกันได้คล่อง แถมยังใจดีมาก หากคุณมายืนงงๆ ขอข้าวขอน้ำกินได้สบาย ๆ ผมเองเคยถูกชวนไปกินข้าวที่บ้านโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเกิดเลยครับ
หนึ่งในจุดที่ผมชอบมากคือ “ตลาดไทยดำ” ที่นี่มีสองตลาด ตลาดริมน้ำจะเห็นคนไทยดำเยอะเป็นพิเศษ การได้พูดคุยกับคนที่นี่ทำให้รู้สึกเหมือนได้เจอญาติพี่น้องที่อยู่เมืองไกล อีกทั้งยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาไทยดำที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์ เช่น ทรงผมเกล้าสูงที่ผมเห็นแล้วรู้เลยว่าถ้าคุณเห็นใครเกล้าผมแบบนี้ ต้องเข้าไปทักทายได้เลยครับ
ที่พักและอาหารในเดียนเบียนฟู
เรื่องที่พักในเดียนเบียนฟูไม่ต้องกังวลเลยครับ มีโรงแรมและเกสเฮาส์หลายแห่ง ตั้งแต่ราคาถูกประมาณ 300-500 บาทต่อคืน ที่พักส่วนใหญ่มีแอร์ Wi-Fi และมุ้งกันยุงให้เรียบร้อย แม้ผมจะนอนหลายครั้งก็แทบไม่เจอยุงเลย แถมยังสามารถจองล่วงหน้าหรือวอล์กอินเข้าพักได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหาเรื่องที่พักแน่นอน
สำหรับอาหารการกินที่นี่ก็ถือว่าโอเค มีร้านเฝอชามละประมาณ 40 บาท ข้าวราดกับข้าวและอาหารตามสั่งก็มีให้เลือกหลายเมนู ราคาโดยเฉลี่ยตกประมาณ 80 บาทต่อมื้อ ซึ่งถ้าเทียบกับไทยถือว่าสูงกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่ากับรสชาติและบรรยากาศที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะถ้าใครชอบกินเบียร์ ผมเห็น “เบียร์ฮานอย” ขวดเล็กขายขวดละ 30 บาท ซึ่งเหมาะกับการดื่มคลายเหนื่อยหลังเดินเที่ยวทั้งวัน
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ: สมรภูมิและวิวเมืองจากยอดเขา
นอกจากตลาดไทยดำแล้ว อีกสถานที่ที่ mr.hotsia แนะนำให้ไปสัมผัสคือยอดเขาสูงที่เคยเป็นสมรภูมิสำคัญในสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับฝรั่งเศส
ที่นี่คุณจะได้เห็นซากรถถังที่ยังคงหลุมเพาะ, อุโมงค์ที่ใช้ขนส่งปืนใหญ่ และซากประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าถึงความเข้มแข็งของผู้คนในอดีต นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว วิวของเมืองเดียนเบียนฟูจะสวยงามมาก เห็นภาพทิวเขาและเมืองที่แผ่ขยายอยู่เบื้องล่างอย่างชัดเจน ยอดเขาไม่สูงมาก เดินขึ้นไม่กี่ก้าวก็ถึงยอดแล้ว เหมาะกับทุกเพศทุกวัยที่อยากสัมผัสประวัติศาสตร์ควบคู่กับธรรมชาติ
แนะนำการเดินทางต่อและเชื่อมโยง
ถ้าคุณมีเวลามากกว่าแค่วันสองวัน ผมแนะนำให้ลองเดินทางต่อจากเดียนเบียนฟูไปซาปา เส้นทางนี้จะเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสวิวป่าเขาที่งดงามและท้องนาชาวไทดำระหว่างทาง อ่านประสบการณ์เดินทางจากเดียนเบียนฟูมาซาปา ที่ผมเคยเขียนไว้ มีรายละเอียดทั้งเรื่องรถและที่พักที่น่าสนใจมาก
หรือถ้าคุณสนใจชีวิตชาวไทยดำมากขึ้น สามารถอ่าน เรื่องราวเมืองหลวงชาวไทยดำ เดียนเบียนฟู ที่ผมเขียนถึงการพบปะพูดคุยกับชาวไตลำอย่างลึกซึ้งและสนุกสนาน
คลิปอาหารเวียดนามที่ผมชอบ
สำหรับสายกิน ผมมีคลิปอาหารเวียดนามที่ถ่ายไว้หลายคลิป อยากชวนให้ลองดูเพื่อเพิ่มอรรถรสก่อนมาเที่ยวจริง เช่น หมึกปุ่มย่างเวียดนาม ที่น่ากินสุดๆ หรือจะเป็น ข้าวหมกไก่เวียดนาม และ แหนมฟางเวียดนาม ที่ช่วยเพิ่มความอยากอาหารได้ดีมากครับ
สรุปประสบการณ์จาก mr.hotsia
เดียนเบียนฟูสำหรับผมไม่ใช่แค่เมืองสงครามเก่า แต่มันคือเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนที่ผูกพันกับวัฒนธรรมไทยดำอย่างลึกซึ้ง การเดินทางที่แม้จะยาวนิดแต่เต็มไปด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ที่พักและอาหารราคาย่อมเยา บรรยากาศเป็นมิตรเหมือนบ้านเรา และยังมีจุดชมวิวสวยๆ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้
ใครที่อยากสัมผัสชีวิตจริง วิถีชุมชนไทยดำ และประวัติศาสตร์เวียดนามเหนือ เดียนเบียนฟูคือคำตอบที่ mr.hotsia ขอแนะนำให้ไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง